ก.วิทย์ เตรียมใช้วิธีทางเลือกอื่น ทดแทนสัตว์ทดลองในประเทศไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

พิมพ์

 
 
 
 
 
    อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เป็นประธานแถลงข่าว “ความร่วมมือการทดสอบความปลอดภัยของยาและเครื่องสำอางโดยลดการใช้สัตว์ทดลอง พร้อมทั้งเยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องสำอาง (ต้นแบบ) ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบทางนาโนเทคโนโลยีขั้นสูง และหน่วยปฏิบัติการผลิต ผลิตภัณฑ์เพื่อเซลล์และยีนบำบัด ” ภายใต้ความร่วมมือ ของ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) สวทช. หน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมี ดร. นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ ดร. ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. และ ศ.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทค สวทช. ร่วมแถลงข่าว 
 
     ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และส่งออกผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิว  สูงสุดเป็นอันดับที่ 12 ของโลก อีกทั้งยังเป็นประเทศผู้ผลิตเครื่องสำอางเป็นอันดับที่ 17  มูลค่าทางการตลาดด้านเครื่องสำอางคิดเป็น 2 แสนห้าหมื่นล้านบาท และมีมูลค่าการส่งออก 1 แสนล้านบาท ด้วยอัตราการเจริญเติบโตมากถึง 8 – 10% ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเครื่องสำอางของประเทศไทยสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออก และให้สามารถส่งออกไปขายยังกลุ่มสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย เช่น ประเทศอินเดีย ประเทศอิสราเอล ที่มีการประกาศยกเลิกการใช้สัตว์ทดลองสำหรับการทดสอบองค์ประกอบและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและการขายหรือการนำเข้า ทั้งนี้ ในอนาคตผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง จะใช้บริการต่างๆ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เพื่อทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการส่งออกและเป็นที่ยอมรับกับมาตรฐานเดียวกันกับอียู และเป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืนและเข้มแข็งมากขึ้น
 
 
 
 
 
    ดร.พิเชฐ กล่าวต่อว่า ขณะนี้รัฐบาลมีความประสงค์ให้ใช้ระบบบัญชีนวัตกรรมในการสร้างนวัตกรรมและขยายตลาดนวัตกรรม ซึ่งเป็นดำริของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปสู่ประเทศที่มีการสร้างนวัตกรรมให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯได้จัดตั้งโครงการบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทยสำหรับงานด้านใดที่เข้าข่ายบัญชีดังกล่าว รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนเงินลงทุนให้จนสามารถนำไปเข้าบัญชีนวัตกรรมได้  สำหรับสิ่งที่เป็นผลผลิตของโครงการการทดสอบความปลอดภัยของยาและเครื่องสำอางหวังว่าจะสามารถเชื่อมต่อไปยังอุตสาหกรรมด้านอาหารได้อนาคต เพราะกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีโครงการฟู๊ดอินโนโพลิสหรือนวัตกรรมเมืองอาหาร ซึ่งขณะนี้โครงการ ฟู๊ดอินโนโพลิส, สตาร์ทอัพ ไทยแลนด์ เป็นสิ่งรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเข้มข้น 
 
 
 
   ดร. นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยได้ลงนามในข้อตกลง Agreement on ASEAN Harmonized Cosmetic Regulatory Scheme (AHCRS) และได้จัดทำบทบัญญัติเครื่องสำอางแห่งอาเซียน ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องควบคุมกำกับดูแลให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายต้องเป็นไปตามข้อตกลง ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเครื่องสำอางของประเทศไทยสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออก และให้สามารถส่งออกไปขายยังกลุ่มสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ที่มีการประกาศยกเลิกการใช้สัตว์ทดลอง และเพื่อให้ประเทศไทยเกิดความพร้อมและดำเนินการให้สอดคล้องกับ ASEAN Cosmetics Directive ตลอดจนให้เกิดการผลักดัน สร้างความตระหนัก และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาวิธีทางเลือกอื่นที่ไม่ใช้สัตว์ทดลอง (alternative methods) สำหรับการทดสอบความปลอดภัยและความเป็นพิษ  ประกอบกับได้มีการหารือความร่วมมือกับบริษัท EPISKIN ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา   
 
  ดังนั้น TCELS จึงหารือความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นหน่วยงานให้บริการทดสอบทางพิษวิทยา และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) สวทช. เป็นหน่วยงานให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางด้านนาโนเทคโนโลยี รวมทั้งการวิเคราะห์ทดสอบทางด้านนาโนเทคโนโลยี  ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน ได้พิจารณาถึงการใช้วิธีทดสอบมาตรฐานสากล และมีการใช้วิธีทางเลือก (alternative tests) โดยใช้เซลล์และแบบจำลองสามมิติของผิวหนังชั้นนอก ที่อ้างอิงตามมาตรฐานสากลของ OECD Guidelines ด้วย และความร่วมมือในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันและสร้างความตระหนักในเรื่องการทดสอบความปลอดภัยและความเป็นพิษต่อผิวหนังโดยวิธีทางเลือกอื่นที่ไม่ใช้สัตว์ทดลองให้เกิดในประเทศไทย โดยในปี 2559 จะมีการจัดประชุมวิชาการ The 1st Thailand Meeting on Alternatives to Animal Testing ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ Part 1: New Paradigm and Alternative Methods in Skin Irritation Testing ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 Close Session Workshop "Alternative Methods with Training on Skin Irritation Test According to OECD TG439" ระหว่างวันที่ 13 – 14 กรกฎาคม 2559 และ Part II: Understanding and Acceptance of Alternative Methods ระหว่างวันที่ 24-25 สิงหาคม 2559 ทั้งนี้ในระยะยาวมีเป้าหมายในอนาคตให้เกิดผลิตภัณฑ์ชุดทดสอบหรือการให้บริการการทดสอบความปลอดภัยและความเป็นพิษใช้วิธีทางเลือก (alternative tests) ในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องสำอาง
 
 
 
 
    ศ.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า ศูนย์โนเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางด้านนาโนเทคโนโลยี รวมทั้งการวิเคราะห์ทดสอบทางด้านนาโนเทคโนโลยี ซึ่งป็นหน่วยงานที่ได้นำวิธีทางเลือกทดแทนการใช้สัตว์ทดลองด้วยระบบสิ่งไม่มีชีวิต (in vitro) เช่น การใช้เซลล์เพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อสังเคราะห์ การสร้างแบบจำลองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (computer simulation) มาทำการศึกษาและให้บริการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านการก่อระคายเคืองต่อผิวหนังโดยใช้แบบจำลองสามมิติของผิวหนังชั้นนอก (RhE) ซึ่งได้การตรวจสอบและรับรองที่มีมาตรฐานสากล 
“ในปีนี้ทางศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติจะมุ่งเน้นด้านการพัฒนาบุคลากรในการปฏิบัติงานด้านวิจัยและพัฒนาการทดสอบความเป็นพิษ/การระคายเคืองต่อผิวหนัง ด้วยการใช้เนื้อเยื่อผิวหนังชั้นนอกแบบสามมิติ (3D tissue construct) หรือ RhE ตามแนวทางมาตรฐานสากล และในปีต่อๆ ไปจะเป็นการวิจัยและพัฒนาเนื้อเยื่อแบบสามมิติที่มีความคงตัวทางกายภาพและการตอบสนองทางชีวภาพที่คล้ายคลึงกับผิวหนังชั้นนอกของมนุษย์ เพื่อใช้พัฒนาต่อยอดเป็นชุดทดสอบความเป็นพิษต่อผิวหนังและทำการศึกษาเปรียบเทียบกับชุดทดสอบมาตรฐานที่ได้รับการรับรองแล้วต่อไป” ศ.นพ. สิริฤกษ์ กล่าวและว่า
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความตระหนักและสามารถนำองค์ความรู้จากการอบรมไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน หรือเกิดการพัฒนาวิธีทางเลือกอื่นที่ไม่ใช้สัตว์ทดลอง (alternative methods) สำหรับการทดสอบความปลอดภัยและความเป็นพิษต่อผิวหนังในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์อุปโภคและบริโภคของประเทศไทยต่อไป
 
 
 
 
   ดร. ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทาง วว. มีความพร้อมในการทดสอบและวิจัยด้านพิษวิทยาโดยใช้เซลล์แทนการใช้สัตว์ทดลองแล้ว ทั้งที่อยู่ในงานวิจัย และงานบริการทดสอบ ด้วยเทคโนโลยีฟลูออเรสเซ็นต์ ซึ่งสามารถประเมินผลการทดสอบได้โดยเครื่องมือที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยด้านการแพทย์ในระดับเซลล์และชีวโมเลกุล โดยสามารถวิเคราะห์การมีชีวิตของเซลล์ เพื่อติดตามเซลล์และโมเลกุลแบบระบบปิด บันทึกภาพต่อเนื่องด้วยชุดกล้องฟลูออเรสเซ็นต์ ที่มีความเร็วสูง สามารถถ่ายภาพเป็นจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งสามารถสนองตอบต่อการใช้เซลล์ทดแทนการใช้สัตว์ทดลองเพื่อทดสอบความเป็นพิษในงานวิจัยได้อย่างแม่นยำและและมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการแถลงข่าวครั้งนี้ 3 หน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทย์ฯ ยังได้ประกาศความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานทางห้องปฏิบัติการของประเทศไทย เพื่อรองรับวิธีการอื่นทดแทนการใช้สัตว์ทดลอง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ ได้เข้าเยี่ยมชม โครงสร้างพื้นฐานะและห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือครบครัน ประกอบด้วย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ มี ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบทางนาโนเทคโนโลยีขั้นสูง (National Advanced Nano-characterization Center: NANC ) ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ทดสอบทางด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศคู่ค้าที่มีการบังคับใช้กฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยี ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดยการลดเวลาและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการส่งตรวจที่ต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคจากการใช้ผลิตภัณฑ์นาโนทั้งในส่วนที่ผลิตเองในประเทศและผลิตภัณฑ์นาโนที่นำเข้าจากต่างประเทศ  ซึ่งมีความพร้อมในการให้บริการงานวิจัยและทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสารที่เป็นส่วนประกอบ พร้อมทั้งมีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการวิจัยและพัฒนาให้คำปรึกษาโดยการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบการกำหนดกฏระบียบ และมาตรฐาน
 
 
 
 
   นอกจากนั้นแล้ว ศูนย์นาโนเทคฯ ได้เปิดต้นแบบโรงงานผลิตเครื่องสำอางมาตรฐาน GMP ซึ่งพร้อมให้บริการสนับสนุนภาคเอกชนโดยที่ลงทุนจัดตั้งศูนย์วิเคราะห์ทดสอบกลางและจัดตั้งโรงงานต้นแบบในระดับ Pilot Scale เพื่อทดลองผลิตแก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนภาคอุตสาหกรรม, SMEs และ OTOP ในรูปแบบ One-Stop Service ก่อนการลงทุนผลิตในระดับอุตสาหกรรมจริง อาทิ ให้บริการผลิตอนุภาคนาโน เครื่องสำอาง และเวชสำอาง ในระดับทดลองผลิตก่อนผลิตระดับอุตสาหกรรมจริง ตามมาตรฐาน ASEAN GMP การให้บริการวิเคราะห์คุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ตามมาตรฐาน ASEAN GMP เพื่อการยื่นขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ช่วยยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราจ้างงานในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางที่มีมากกว่า 1 ล้านอัตรา
 
     สำหรับ วว. จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน BIO-Innovative Centre หรือ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม : โพรไบโอติกและพรีไบโอติก ประกอบด้วยห้องปฎิบัติการสำคัญด้าน “หน่วยวิจัยชีวภาพด้วยเซลล์ : Cell-Based Research Unit (CBRU)” ซึ่งเป็นห้องปฎิบัติการที่เป็นระบบ Clean room ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 (Biosafety Level 2) ที่มีศักยภาพสำหรับรองงรับการทดสอบความปลอดภัยของยาและองค์ประกอบของเครื่องสำอางได้ในระดับสากล
 
    อย่างไรก็ตามการริเริ่มของหน่วยงานในกระทรวงวิทย์ฯ ทั้ง 3 หน่วยงานครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันให้เกิดการต่อยอดผลงานวิจัยสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุดทดสอบหรือการให้บริการการทดสอบความปลอดภัยและความเป็นพิษต่อผิวหนังโดยวิธีทางเลือกอื่นที่ไม่ใช้สัตว์ทดลองให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อสร้างขีดความสามารถให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยที่ได้มาตรฐานเดียวกับทั่วโลก

 
ที่มาข้อมูล : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 

โทรศัพท์ 0-2564-7000   โทรสาร 0-2564-7001-5 
Call Center 0-2564-8000   E-mail:    อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 

ข่าวโดย : นางสาวชลธิชา แสงเทียนสุวรรณ

ภาพข่าวและวีดิโอ : นายภูมินทร์ ปั้นเล็ก,นายไววิทย์ ยอดประสิทธิ์

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทร. 02 333 3728-3732   โทรสาร 02 333 3834

E-Mail:       อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน    Facebook : sciencethailand

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร. 1313