กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน สรุปสาระสำคัญ “รายการคืนความสุขให้คนในชาติ” วันศุกร์ที่ 1 เมษายน 2559 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

สรุปสาระสำคัญ “รายการคืนความสุขให้คนในชาติ” วันศุกร์ที่ 1 เมษายน 2559 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

พิมพ์ PDF

 

- เนื่องในวันที่ 2 เมษายนของทุกปี เป็นวันมหามงคลของปวงชนชาวไทย เนื่องในโอกาส วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 61 พรรษา รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า พร้อมใจกันน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระองค์ พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศล ตาม “โครงการปณิธานความดีปีมหามงคล ทำดี เริ่มได้ ที่ใจเรา”

- เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น นับเป็น “สนิมเนื้อใน” กัดกร่อนสังคมและเศรษฐกิจไทย มาเป็นระยะเวลายาวนาน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2556-2558 ป.ป.ช.ได้มีการชี้มูลความผิดคดีทุจริตและการร่ำรวยผิดปกติไปแล้ว คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม มากกว่า 5 แสนล้านบาท จาก 193 คดี แม้ว่าผลสำรวจสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยนั้น โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยในปี 2558 ดีที่สุดในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา

- ผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดคอร์รัปชั่นโลก ปี 2558 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้จัดลำดับประเทศไทยมีความโปร่งใส ขยับขึ้นจากเดิม 9 อันดับนะครับ โดยเป็นอันดับที่ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย และอันดับที่ 76 ของโลก อย่างไรก็ตาม รัฐบาล ไม่นิ่งนอนใจ ได้กำหนดให้การปราบปรามการทุจริตเป็น “วาระแห่งชาติ” ไปแล้ว ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาของรัฐบาล แต่ยังคงต้องทำงานหนักนะครับ ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ ต่อเนื่องทั้งในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นธรรม ไม่สองมาตรฐาน ทั้งการขับเคลื่อนด้วยการปฏิรูปและมาตรการต่าง ๆ เพื่อต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น อาทิเช่น

(1) การจัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.)

(2) การตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.)

(3) การโยกย้ายข้าราชการที่ได้รับการร้องเรียนหรือมีข้อมูลว่ามีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริต เพื่อเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามกระบวนการยุติธรรมนะครับ

(4) แล้วก็การออก พ.ร.บ.การอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558

(5) การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ G-NEWS

(6) การเปิดให้มีศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (OSS) นะครับ ได้แก่ ศูนย์ดำรงธรรม ศูนย์รับเรื่องราวร้องเรียน เพื่อเพิ่มช่องการการร้องเรียน แจ้งเบาะแส และเข้าถึงประชาชนอย่างใกล้ชิดขึ้น รวมทั้งได้กำหนดให้มีการทำสัญญาคุณธรรม (IP)ในสัญญาว่าจะไม่มีการรับหรือให้สินบน และใช้ระบบ COST เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน มีโอกาสเข้ามาตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อลดช่องทางการหาประโยชน์จากผู้มีอำนาจ หรือผู้แอบอ้าง และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลอีกทั้งให้มีการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง สร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนอีกด้วย

- การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นที่ยั่งยืนนั้น จำเป็นต้อง “สร้างจิตสำนึก” ในการต่อต้านทุจริตในทุกรูปแบบ คนให้ก็ต้องผิด คนรับก็ต้องผิด ละเลย-เพิกเฉยก็ไม่ได้ ช่วยกันกำจัดคนเหล่านี้ออกไป โดยทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย จะต้องช่วยกันเป็น กระบอกเสียงในการเฝ้าระวังให้กับสังคม เป็นตาสับประรดเสริมเจ้าหน้าที่รัฐ โดยรัฐบาลหวังว่าการใช้หลักสูตร “โตไปไม่โกง” ในโรงเรียนทั่วประเทศ และการรณรงค์ “สำนึกไทยไม่โกง” ผ่านภาพยนตร์สั้น 4 เรื่อง ได้แก่ (1) คนโกงเราต้องแฉ เรื่องโกงเราต้องแชร์ (2) คนอย่างนี้ก็มีด้วย (3) ทริปห้องกรง และ (4) กรรมติดจรวด อันนี้ก็เป็นผลงานของคณะ คตช. ที่จะช่วยกันตอกย้ำและปลูกฝังสำนึกรักความซื่อสัตย์ ให้หยั่งรากลึกลงในจิตใจของเยาวชนไทยนะครับ จะได้พูดคุยกับพ่อแม่ให้ร่วมมือกันด้วย ก็จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้บ้าน เมืองเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

- การสร้างความเข้มแข็งทั้งทางด้านทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย กลไกประชารัฐ รัฐบาลก็พยายามจะส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงในเรื่องของ “ห่วงโซ่อุปทาน” ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากทุกอย่างนั้น จำเป็นต้องขับเคลื่อน ประสานสอดคล้องกัน ไม่ว่าใหญ่ กลาง เล็ก ในประเทศ ประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน ประชาชาคมโลกอื่น ๆ เราได้ดำเนินการดังนี้

(1) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ ที่มุ่งเน้นการระเบิดจากข้างใน ผมพูดหลายครั้งแล้ว ก็เริ่มจากประชาชน เริ่มจากเกษตร ไปเป็นกลุ่ม ไปเป็นสหกรณ์ อะไรเหล่านี้ เช่น วันนี้เราสนับสนุนการจัดตั้งกิจการที่เป็นประโยชน์แก่คนในชุมชน หรือ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” (Social Enterprise) เพื่อผลิตสินค้า หรือให้บริการ ส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่น โดยไม่ได้วาง เป้าหมายเพื่อสร้างกำไรอย่างเดียว แต่ต้องช่วยแก้ปัญหาพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อมของตนด้วย โดยใช้งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรร ตามโครงการ ตำบลละ 5 ล้านบาท และกองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาทรับมาเสริมกันไป เราไม่สมารถจะให้อะไรต่าง ๆ มากมายหลายอย่างได้ ทุกคนก็ต้องสร้างความเข้มแข็งด้วยเงินที่เรามีอยู่ ก็ใช้อย่างพอเพียง ทั้งนี้ หลายชุมชนนำไปสร้างร้านค้าชุมชน โรงสีชุมชน ลานตากมัน ปั๊มน้ำมัน เครื่องจักรกล ฯลฯ โดยชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกัน บริหารจัดการกันเอง ทำให้เกิดกำไรและการหมุนเวียนรายได้ มีการนำไปลงทุนเพิ่มเพื่อขยายกิจการ เกษตรกรสามารถนำผลผลิตไปแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งนับเป็นพื้นฐานของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่รัฐบาลต้องการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งรัฐบาลมีแผนขยายผลไปสู่กระบวนการให้ความรู้และพัฒนาเป็นกิจการเพื่อสังคมในรูปแบบขององค์กรชุมชน Community Social Enterprise และพิจารณาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิของวิสาหกิจ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมต่อไป ทั้งนี้ ในอนาคตวิสาหกิจเพื่อสังคมในแต่ละพื้นที่เหล่านี้ จะต้องรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็งร่วมกัน อย่าแยกกันอยู่ ต้องรวมกันให้ได้ เราจะเข้มแข็งทั้งในเรื่องของการแลกเปลี่ยนความรู้ มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยมีหน่วยงานรัฐคอยให้การสนับสนุน ตามแนวทางประชารัฐ แล้วเราก็จะยกระดับกลุ่มวิสาหกิจให้เป็นศูนย์ธุรกิจเฉพาะด้าน รัฐบาลขอเชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น การลงทุนร่วม บริจาคเงิน/ทรัพย์สิน ซึ่งรัฐบาลก็จะพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ ขณะนี้ก็กำลังให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับกลุ่มธุรกิจ ที่ปรึกษา ลงไปพิจารณาดำเนินการ ที่จังหวัดภูเก็ตก่อนนะครับ ในระยะเวลาอันใกล้นี้

(2) เรื่องที่สองคือการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสังคม โดยอาศัยความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ เนื่องจากอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน อาทิเช่น ประชาคมอาเซียน หรือกลุ่ม CLMVT ที่เสริมสร้างความเข้มแข็งร่วมกันในภูมิภาคก่อน จากนั้นเราก็ทำคู่ขนานไปด้วยการเชื่อมโยงออกไปภายนอก เช่น กลุ่ม G77 ในปีนี้ไทยเป็นประธานอยู่ ผมก็ใช้ทุกอย่างขับเคลื่อนทั้งหมด เพื่อจะเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ประเทศสมาชิก ที่เราจะต้องเข้มแข็งไปพร้อมๆ กัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่น้ำโขง – ล้านช้าง ที่จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำในภูมิภาค ภายใต้วิสัยทัศน์ “แม่น้ำสายเดียวกัน มีอนาคตร่วมกัน” หรือ “Shared River, Shared Future”

รวมทั้งกรอบความร่วมมือ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านอุตสาหกรรม ด้านเศรษฐกิจข้ามพรมแดน ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ด้านการเกษตรและด้านสังคม ทั้งนี้ เพื่อลดความยากจน รวมทั้ง กรอบความร่วมมืออื่น ๆ ที่ไทยเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ที่จะทำให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือรวมความคิด การรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็ง ภายใต้หลักการสำคัญ “ลดความหวาดระแวง ลดความเหลื่อมล้ำ แบ่งปันผลประโยชน์ที่เท่าเทียม ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน จะได้เข้มแข็งไปด้วยกัน ไม่เอาประโยชน์เพียงอย่างเดียว ไม่ทำธุรกิจอย่างเดียวให้ได้กำไรสูงสุด เพราะเพื่อนกันทั้งสิ้น เราจะไม่ทั้งใครไว้ข้างหลัง” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

- ในส่วนของการเชื่อมโยง “ห่วงโซ่อุปทาน” ทั้งภายในและภายนอกประเทศดังกล่าวนั้น จะนำพาการพัฒนาทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของเรา ได้อย่างยั่งยืน เพราะเราจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ต้นทางก็คือผู้ผลิต คือพวกเพาะปลูก หรือว่าวัตถุต้นทุน ขั้นที่ 1 ไปสู่การแปรรูป ขั้นที่ สองที่จะให้มีราคาสูงขึ้น และขั้นที่สามปลายทางคือในเรื่องของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้องร่วมมือกันทั้ง 3 ส่วนนะครับถึงจะเรียกว่าเป็นวงจรห่วงโซ่คุณค่า ทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย กับมหามิตรต่าง ๆ ด้วย

- เรื่องปรับทัศนคติ เป็นเรื่องของกฎหมาย ทุกคนรู้กฎหมายใครจะบอกไม่รู้กฎหมายไม่ได้ รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ อะไรก็เขียนไว้ทั้งหมด คนไทยทุกคนต้องรู้กฎหมายนะครับ รู้ข้อห้าม แต่หลายคนก็ยังทำ ทั้งนี้เพื่อมุ่งหมายจะสร้างความขัดแย้งบิดเบือนโจมตีรัฐบาลในสิ่งที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง โจมตี คสช. อ้างคำว่าประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ผมพูดมาหลายครั้งแล้ว คนละเรื่องกัน ถ้ากฎหมายมีไว้แล้ว ท่านฝืนท่านก็ผิดกฎหมาย เมื่อถูกจับกุมดำเนินคดี ท่านก็บอกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ผมว่าไม่น่าใช่นะ ผมก็ได้อธิบายหลายประเทศไปแล้ว เมื่อวานก็อธิบายกับคณะเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกาไปแล้ว ว่าเหตุผลของเราในเรื่องการเชิญมาปรับทัศนคตินี่ เราทำอย่างไร ไม่ใช่เป็นอย่างที่เขาไปกล่าวอ้างกัน หรือย่างที่มีการล๊อบบี้ยีสกันต่าง ๆ ในต่างประเทศ ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว ทุกคนต้องเข้าใจประเทศไทย ว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ เพื่อคนไทย ทำเพี่ออนาคต ทำเพื่อมิตรประเทศด้วย เพราะว่าเราก็มีการค้า การลงทุนระหว่างกันอยู่แล้ว ถ้าเราทำให้ประเทศเราสงบไม่ได้ ความไว้เนื้อเชื่อใจต่าง ๆ ก็ไม่เกิดขึ้น วันนี้สิ่งที่ดีขึ้นก็คือเรื่องความมีเสถียรภาพทางการเมือง ความสงบสุข ไม่มีการใช้กำลังต่อต้านกันซึ่งเป็นอันตรายที่สุด

- เรื่องของสิทธิมนุษยชน เราอธิบายได้อยู่แล้ว แล้วเราก็ไม่เคยไปทำร้ายคนต่าง ๆเหล่านั้น ถ้าผิดจริง ๆ ตามกฎหมายที่ชัดเจนก็ต้องส่งดำเนินคดี ก็ส่งตำรวจ ส่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการไป ถ้ายังไม่ชัดเจน เพียงแต่ว่าเข้าใจผิด ก็เรียกมาพูดคุย แต่หลายคนก็พูดหลายครั้งแล้ว เรียกหลายครั้งแล้วก็ยังไม่เข้าใจ แสดงว่าไม่มีเจตนาอันบริสุทธิ์ในการจะวิพากษ์ วิจารณ์ อย่างที่เขากล่าวอ้าง ก็จำเป็นต้องตักเตือนกันบ้างนะครับ คสช. ไม่ได้หมายความว่าใครพูดไม่ได้เลย ผมไม่เห็นคนอื่นเขาเดือดร้อน ก็มีเดือดร้อนอยู่ไม่กี่คน คนทั้งประเทศเกือบ 70 ล้าน เขาก็ทำมาหากินอยู่ปกติ ก็มีไม่กี่คนที่โวยวาย ร้องอยู่เรื่อย เรื่องประชาธิปไตย เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องที่บิดเบือนทั้งหมด ผมอยากให้สังคมแยกแยะบ้าง คสช. พยายามไม่เป็นผู้ที่มาชี้ว่าผิดหรือถูกกอยู่แล้ว หรือใช้ กฎหมายใหม่มาดำเนินการทั้งสิ้น อะไรที่จำเป็นเราก็จำเป็น ที่จะต้องมีกฎหมายที่จะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย นอกนั้นก็เป็นกฎหมายปกติ หลายคนที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้ ละเมิดทั้งกฎหมายพิเศษ กฎหมายปกติ หรือทุกอย่าง กฎหมายสังคม ละเมิดทุกอย่าง ผมถามว่า แล้วท่านจะเอายังไง คนที่ชอบฝ่าฝืนก็ฝ่าฝืนเหมือนเดิม กฎหมายพิเศษก็ไม่ยอม คำสั่งพิเศษก็ไม่ยอมอีก คนเหล่านี้ถ้าหากว่าเข้ามาสู่ในการเมือง ก็ทำให้การเมืองเราเสียหายอีกต่อไป

- อยากให้ทุกคนได้ยึดมั่นใน รัฐธรรมนูญ ที่กำลังจะออกมา ให้ทำประชามติ บทเฉพาะกาล หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ออกมา ผมก็จบหน้าที่ของผมในขณะนี้ ท่านก็ไปลงประชามติกัน ท่านต้องการอะไรก็ว่ามา เพียงพอหรือไม่ ผมไม่สามารถจะไปสั่งได้ว่าผ่าน หรือไม่ผ่าน เป็นเรื่องของท่านเองมา แต่ผมมีความรับผิดชอบว่า ผมต้องทำอะไรให้บ้านเมืองเรียบร้อย ผมไม่ปล่อยให้ใครทำตามอำเภอใจอยู่แล้วมา วันนี้ที่อดทนอยู่ทุกวันนี้ก็คือว่าไม่อยากให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้เดือดร้อน อยากให้ประชาชนเลือกตัดสินใจเอาเอง แล้วก็ไปลงประชามติให้มากที่สุด ผมกะเกณฑ์ไม่ได้อยู่แล้ว แล้วแต่ท่าน 2 ปีที่ผ่านมานั้น หลายอย่างมา เราได้ให้โอกาสในการที่จะทำความเข้าใจ โอกาสในการที่จะสำนึก แต่ไม่เกิดอะไรขึ้นเลยมา ยังเหมือนเดิม ยังทำเหมือนเดิมทุกอย่าง ต่อต้านกฎหมาย หลบหนี บิดเบือน ล๊อบบี้ ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เคยยุติทั้งสิ้น

- วันนี้เรากำลังปรับทุกอย่าง ด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ แล้วผมจะสรุปให้ดูว่า ก่อนฤดูฝนหน้าเราจะมีอะไรเพิ่มเติมมาบ้างบ แต่ผมก็ยังยืนยันอยู่ว่า อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา คือหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา คือเราใช้เวลาอันจำกัด เราทำอยู่ในเวลานี้ ที่จะต้องสร้างระบบให้ได้ สร้างพื้นที่ให้ได้ สร้างการปลูกพืชให้ได้ ที่ตรงกับความต้องการน้ำ แล้วความต้องการของแต่ละภาคธุรกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาระบบนิเวศน์เหล่านี้ จะต้องมีการประเมิน มีข้อมูลที่ถูกต้อง จะได้เป็นตัวเลขในการบริหารจัดการ ไม่ใช่ว่าจะต้องบริหารจัดการน้ำสำหรับการเกษตรอย่างเดียว แล้วอย่างอื่นเดือดร้อนทำยังไง เพราะทุกอย่างก็คือกลไกของประเทศทั้งสิ้น ในการจะขับเคลื่อน ในการที่จะทำให้ประชาชนมีรายได้ มีห่วงโซ่คุณค่า ที่จะเป็นมูลค่าเพิ่มเติมกันไป แล้วก็ไปนำสู่การพัฒนาประเทศด้วย สิ่งสำคัญที่ผมจับมาได้วันนี้ก็ตงกันกับที่เราคิดไว้ ก็คือว่า เราต้องทำให้คนไทยทุกคนรู้คุณค่าของน้ำมากกว่าเดิมว่าน้ำทุกหยดที่เรามีอยู่นั้น มีคุณค่ามหาศาล อย่าทิ้งแม้แต่หยดเดียว บางคนก็ทิ้งเป็นขัน ๆ ทิ้งเป็นตุ่ม ๆ อะไรทำนองนี้นะ อาบน้ำกันเหลือเฟือ ปลูกพืชกันก็ใช้น้ำจนล้นเกินความจำเป็น ทำให้น้ำเราลดลง วันหน้าก็ลดลงอีก เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมการในเรื่องของการจัดทำโครงการรีไซเคิลน้ำที่ใช้แล้ว เราน่าจะต้องเริ่มต้นในปีนี้ให้ได้นะครับ สามารถจะมีการรีไซเคิลน้ำให้ได้ ประมาณ 20-30% ในทุกกิจการ วันนี้ทางฝ่ายอุตสาหกรรมของเราก็ทำอยู่ โรงงานอุตสาหกรรมก็ทำอยู่ เพื่อจะเอาน้ำที่ปรับปรุงแล้วออกมาใช้งานในด้านอื่น ๆ ให้ได้ อย่างน้อยก็ทุเลา หรือบรรเทาความขาดแคลนน้ำไปได้บ้าง แต่ต้องเป็นน้ำที่บริสุทธิ์แล้ว ทำให้สะอาดแล้ว

- อยากให้ทุกหน่วยได้ศึกษาจากต่างประเทศด้วย หลายประเทศที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เฉพาะประเทศที่ขาดแคนน้ำ พื้นที่ทะเลทรายเหล่านี้ เราก็ไปดูงานเขามาไม่รู้กี่รอบแล้ว ผมยังไม่เคยไปด้วยซ้ำ แต่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ ผมอ่านหนังสือที่เขาเขียน ดูรูปที่เขาทำ แล้วก็เอามาสั่งการให้ทุกกระทรวง ให้คณะรัฐมนตรีไปพิจารณาร่วมกันว่าจะทำอย่างไรกันดี เราต้องอาศัยบทเรียนจากประเทศอื่นเข้าด้วย เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างสรรค์ความร่วมมือร่วมใจ

- สิ่งที่น่ายินดี เราได้ส่งทีมงานฝนหลวงไปให้คำแนะนำที่ประเทศจอร์แดน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) เพราะว่าเป็นสัญญาที่เราทำมาร่วมกัน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับกษัตริย์จอร์แดน มาตั้งแต่ปี 2552 เขาก็รออยู่เมื่อไรเราจะไป วันนี้ผมก็นำสิ่งเหล่านี้ไปแพร่หลายให้ทุกคนได้เห็นถึงพระปรีชาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรา ก็ได้ไปทดลองทำอะไรต่าง ๆ แล้ว ต้องบอกเขาว่า ก็ทำได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในช่วงที่มีความชื้น ในช่วงที่มีเมฆหมอก ไม่ใช่ว่าฝนจะมาได้เมื่อเราไปทำฝนเทียมทุกที่ ทุกเวลา ไม่ใช่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงรับสั่งแล้ว ว่าไปในห้วงระยะเวลาที่มีไอน้ำ มีเมฆ เพียงพอในการที่จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเราก็ต้องไปเลือกพื้นที่ในการทำฝนเทียม เดี๋ยวจะไม่เข้าใจกันว่า ทำฝนเทียมแล้วทำไมฝนไม่ตก ทั้งนี้ก็ขึ้นกับความชื้นในอากาศด้วย ผมจึงต้องย้อนกลับมาสู่ว่า เราจะรักษาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมกันได้อย่างไร การรักษาป่า การรักษาป่าต้นน้ำ การทำฝาย ขนาดเล็กอะไรเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะต้อง เร่งคิดจะทำกัน

- เรื่องกระบวนการรีไซเคิลต่าง ๆ เหล่านี้ เครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมีเรามีหรือยัง ไปดูงานต่างประเทศเขาบ้าง ประเทศใกล้ ๆ เราก็ได้ อันดับ 1 ในอาเซียน ที่เศรษฐกิจดี ผมไม่เอ่ยชื่อ เขาทำแล้ว 50 ปีที่ผ่านมา เมื่อวันก่อนเขารายงานผม บอกว่าเริ่มเป็นผลสัมฤทธิ์แล้ว น้ำที่เก็บไว้จืด แล้วก็สามารถใช้ดื่มใช้กินได้แล้วในบางพื้นที่ เราไม่เคยคิดอนาคตแบบนี้ไว้เลย เราก็แก้กันไปเป็นปี ๆ ไป แล้ว วันหน้าถ้าแก้ไม่ได้จะทำยังไง อีก 50 ปีข้างหน้าถึงจะมีน้ำใช้ใหม่หรือ แล้ว 50 ปีนี้ถ้าไม่มีน้ำจะทำยังไง คิดกันบ้างหรือไม่

- เพราะฉะนั้น รัฐบาลนี้คิดแบบนี้อยู่ อย่าไปสนับสนุนให้ทุกคนคิดแต่เพียงว่า รัฐบาลต้องหาน้ำให้ได้ หรือรัฐบาลต้องอุดหนุน เวลาที่เสียหายอย่างเดียวโดยไม่สร้างความเข้มแข็ง เหล่านี้ผิดทั้งหมด เพราะฉะนั้นวันนี้ผมได้มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ไปวิจัยและพัฒนาด้วย หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ไปร่วมพิจาณาให้ได้ผลสัมฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ดูตัวอย่างประเทศใกล้ ๆ สิงคโปร์ – อิสราเอล หลายประเทศเขาทำอย่างไร เราต้องเตรียมการตั้งแต่บัดนี้ ผมเห็นอดีตนักการเมือง อดีตรัฐบาลไปดูงานไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยครั้งแล้ว ผมไม่เห็นได้อะไรกลับมาสักอย่าง ไม่เคยเห็นสิ่งที่ไปดูมาเลย แล้วมาทำเลย ไม่รู้ไปดูอะไรมา ผมยังไม่เคยไปด้วยซ้ำ แต่ผมอ่านหนังสือเอา

- ผลการดำเนินงานในเรื่องของ “ เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” ณ ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ห้วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปจำนวนมาก เป็นเรื่องของพลังงาน แล้วก็งานวิจัยพัฒนา หลายเรื่องน่าสนใจ ถ้าทุกคนสนใจบ้าง ฟังผมบ้าง ไปดูเอาเองบ้าง จะเห็นด้วยตาว่าหลายอย่างเราทำเองได้ เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบ้านเรา อาทิเช่น การประหยัดพลังงาน การใช้หลอดไฟที่ไม่ต้องมีสายไฟ ใช้ความร้อนจากตัวคนทำให้หลอดไฟสว่าง เห็นหรือไม่ เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ เราทำได้แล้ว หลอดละ 200 กว่าบาท ผมไม่ทราบว่าใครไปซื้อบ้างหรือยัง ผมก็มีอยู่หลอดหนึ่ง จับแล้วสว่างเลย แล้วเรื่องของการใช้พลังงานที่ใช้เครื่องระบายอากาศแบบหมุน ง่าย ๆ สังกะสี ที่อยู่ตามโรงงาน อันนี้เขาก็ได้ดัดแปลงมาสู่ในเรื่องของการ หมุนไปเปล่า ๆ ระบายลมเฉย ๆ ในขณะนั้นก็ชาร์ตไฟไปด้วย เจ็นเนอเรเตอร์ไปด้วย ก็เก็บใส่แบตฯ ไฟก็สว่างอยู่ เอาไปติด อันละหมื่นกว่าบาท ติดในโรงรถก็ได้ ติดตรงไหนก็ได้ที่ไม่ต้องเดินสายไฟ ก็ใช้พลังลม ใช้แบตเตอรี่ วันหน้าก็ต้องเร่งรัดในเรื่องของการเตรียมการเรื่องรถไฟฟ้าอีก

- วันนี้ได้สั่งการไปแล้วให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ ไปดูเรื่องพลังงานจากไฮโดรเจน ที่จะดึงเอามาจากน้ำ มาเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วก็ไปสู่แบตเตอรี่ แล้วใช้ในการขับเคลื่อนอะไรสักอย่างที่ทำได้ เด็ก ๆ เขาก็ทำแล้ว ผมเห็นสอนเด็กมาตั้งนานแล้วเรื่องพลังงานไฮโดรเจน เมื่อไรจะเกิดสักที ถ้าเราไม่เอาจริงเอาจังเรื่องเหล่านี้ก็ไม่เกิด เด็กก็ทำไปเรื่อย ๆ วันนี้ก็เหมือนเดิม 5 ปีที่แล้วทำอะไรได้ 5 ปีใหม่ก็เหมือนเดิม เพราะเรียนรู้มาจากรุ่นเก่า แต่ไม่เคยคิดอะไรใหม่ ๆ ว่าจะต่อยอดได้แล้ว เล็กๆ นี่ ทำให้ใหญ่ได้หรือไม่ต่อไปจากนี้ แค่เป็นรถเด็กเล่น ทำเป็นรถที่ใช้ประโยชน์ได้บ้างหรือไม่ เขาเรียกว่า “พัฒนา” เขาเรียกว่า “สร้างนวัตกรรม” ไม่ใช่สอนในหนังสืออย่างเดียวว่าพลังงานไฮโดรเจน เอามาทำประโยชน์ได้อย่างนี้ แล้วก็มีรถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ สอนหนังสือมาแบบนี้ แล้วจะไปเกิดรถไฮโดรเจนได้เมื่อไร จะไปดวงจันทร์กับเขาได้เมื่อไร ไม่มีไปได้แน่ ก็วิ่งกันอยู่บนโต๊ะ ในหนังสือ ในตำราเท่านั้น เพราะฉะนั้นผมอยากให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพ ในการที่จะบูรณาการร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ สวทช. เพราะเป็นเรื่องของการสร้างแนวความคิด ในส่วนของการจัดงานในห้วงที่ผ่านมา มีเงินทุนหมุนเวียนในงาน กว่า 24 ล้านบาท ในเดือนมีนาคม

- ช่วงเดือนเมษายนนี้ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นเจ้าภาพก็คือเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดงานโดยการบูรณาการงานเข้ามาในพื้นที่ตลาดคลองผดุงฯ จะใช้ชื่อภายใต้แนวคิด “การศึกษาสร้างชาติ ตลาดคลองผดุงฯ สร้างสุข” โดยแบ่งงานออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรก วันที่ 1-11 เมษายน เป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซึ่งผลิตและจัดทำโดย นักเรียน นักศึกษาและประชาชนในราคาย่อมเยา วันก่อนเขาเอามาให้ผมดูแล้ว ไม่แพง แต่ละชิ้น แต่ละอย่าง ผมก็แนะนำไปว่าจะต้องสร้างรูปแบบใหม่ ให้แตกต่างบ้าง ผมเห็นหลายอย่างทำมาหลายปีแล้ว ควรต้องเปลี่ยนแล้ว บางอย่างก็ใช้เกี่ยวกับเรื่องของงานสงกรานต์ บางอย่างก็ใช้ปีใหม่ แล้วทำไมเราไม่เอาแนวความคิดนี้ให้ใช้ได้ตลอดไป ปีใหม่ก็คือปีใหม่ สงกรานต์คือสงกรานต์ แต่นอกจากนั้นท่านก็เอาสิ่งทีท่านทำในสองวาระมาทำเป็นสินค้าที่จะขายนักท่องเที่ยว แต่เปลี่ยนรูปแบบให้เล็กลง ใช้วัสดุอย่างอื่นมาเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนรูปแบบอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ดีไซน์ ผมก็พอรู้เรื่องเหมือนกัน ผมดูรูปมามาก ดูหนังสือต่างประเทศ อะไรบ้างก็จะเกิดแนวความคิด อย่าไปคิดเอง คิดเองแล้วบางทีก็เสียเวลา คิดเองรู้ได้อย่าไรว่าใครเขาชอบ ก็ไปดูว่าเขาชอบกันแบบไหนในวันนี้ โลกวันนี้ชอบแบบไหน กระเป๋าผู้หญิงเขาชอบกันอย่างไร กระเป๋าเอกสารชอบแบบไหน เครื่องแต่งกายเป็นแบบไหน เราก็เอาแบบของเรา 1 อัตลักษณ์เราใส่เข้าไป

- อย่างที่ผมใส่เสื้อแบบนี้ ต่างประเทศอาจจะขายได้น้อย เพราะว่าไม่ใช่แบบของเขา ทำไมเราไม่เอาผ้าแบบนี้ ออกแบบให้เป็นเขาเรียก โมเดิร์น เป็นสากล เหมือนกับที่หลาย ๆ แบรนด์เนม เขาคิดกันออกมา เราก็อย่าไปเลียนแบบเขาแล้วกัน เอาวัสดุเราไปทำ บางอย่างเขาใช้ผ้า บางอย่างเขาใช้ย่านลิเภา บางอย่างเขาใช้หญ้าแฝก บางอย่างเขาใช้ไม้ไผ่ มีตั้งมากมายไป แล้วก็เอารูปแบบลายดอกไม้ใส่เข้าไป ประกอบกับส่วนที่เป็นแผ่นใยพลาสติกต่าง ๆ ก็แข็งแรง แล้วรูปร่างก็เป็นสากล แต่วัสดุเป็นของเรา อีกส่วนหนึ่งก็ทำแบบที่เป็นโบราณกาลมา เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น พื้นที่ อันนี้ก็ขายในลักษณะที่เป็นเชิงอนุรักษ์ ขายได้ทั้งปีซิ ไม่เช่นนั้นก็ขายอยู่ตามวาระ 2-3 วาระเท่านั้นเองที่เหลือก็ว่างงาน ไปทำอะไรต่อ รับจ้าง หรือไม่ก็ตีไก่ ตกปลา อะไรไปเรื่อย เอาเวลามาทำพวกนี้ดีกว่า หรือไม่ก็ดื่มสุรา ไม่เกิดประโยชน์ ขอให้ช่วยกัน อะไรคือความสุข ความสุขต้องถ้าทำอะไรที่มีความสุขผมไม่ไปห้ามท่าน แต่อย่าผิดกฎหมายหนึ่ง สองความสุขวันนี้อย่าให้เกิดความทุกข์ในวันข้างหน้า ก็มีแค่นี้ ผมไม่สามารถบังคับใครได้อยู่แล้ว ชีวิตเป็นของทุกคน ถ้าไม่รักตัวเองก็ช่วยไม่ได้ จะขับรถเร็ว จะขี่รถกินเหล้าเมาสุรา ไม่มีกฎหมายใดช่วยท่านไม่ตายได้ ถ้าท่านอยากตายของท่านเองท่านก็ฝืนเข้าไปกฎหมาย ผมก็รับผิดชอบให้ไม่ได้เหมือนกัน ผมมีหน้าทีในการดูแลให้ปลอดภัยเท่านั้น

- เรื่องเทศกาลวันสงกรานต์ ช่วงวันที่ 12-15 เมษายน จะมีการสรงน้ำพระพุทธรูป รดน้ำดำหัวผู้อาวุโส แล้วร้องเพลงฉ่อย อะไรก็แล้วแต่ ลอยลำในคลองผดุงกรุงเกษมด้วย มีการประกวดร้องเพลงผู้สูงอายุ ประกวดเทพีสงกรานต์

- ช่วงสุดท้าย ระหว่างวันที่ 16-24 เมษายน จะมีการจัดงาน “Back to School” จัดจำหน่ายชุดนักเรียนระดับอนุบาล – ระดับมัธยมศึกษา อุปกรณ์การศึกษา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในราคาที่ย่อมเยา นอกจากนั้นจะมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าตามโครงการพระราชดำริ สินค้าจาก อ.ต.ก. ที่มีคุณภาพดี ราคาย่อมเยา ร้านค้าสวัสดิการเพื่อประชาชน และสินค้าประชารัฐด้วย มีหลายอย่าง ที่มีการปรับปรุงเป็นนวัตกรรม วันนี้เราทำโอท๊อป มาในระยะที่สองแล้ว คือมาตรฐานสูงขึ้น จากเดิมพื้นฐานผ่านมา ผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นที่ 1 ตอนนี้เป็นขั้นที่สอง อีกระยะหนึ่งผมจะดันเป็นขั้นที่สาม คือส่งออกต่างประเทศให้ได้ แล้วก็ติดตลาดให้ได้ด้วย

- เรื่องของการแสดงผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ เหมือนกัน ของนักเรียน และนักศึกษาด้วย ฝากให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเที่ยวชม ซื้อหาสินค้าราคาถูก ถ้าไม่ถูกก็อย่าซื้อ ซื้อที่ถูก ๆ มีเงิน มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย อยากได้ไปทั้งหมด ไม่มีสตางค์ ก็ต้องไปกู้ยืมเขามาอีก เราต้องใช้เงินทองที่มีอยู่อย่างมีภูมิคุ้มกัน คือมีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย ไม่ใช่มีมากก็ใช้น้อย มีน้อยก็อยากจะใช้มาก เงินก็ไปหมด เป็นหนี้เป็นสินทุกวันอยู่แบบนี้ มีรัฐบาลไหนเคยแนะนำบ้าง เคยสอนให้ทุกคนเอาแนวทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้บ้างหรือไม่ ไม่มี

- สำหรับช่วงฤดูร้อน ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทุกกระทรวงในพื้นที่ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร อาสาสมัครต่าง ๆ ลงพื้นที่ด้วย เรื่องของภัยแล้ง เรื่องของไฟไหม้ป่า หมอกควัน เรื่องของไฟไหม้ในอาคาร ไฟไหม้ในชุมชน ผมเห็นเกิดขึ้นทุกปี ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลก็พยายามเน้นย้ำว่า อยู่ที่ประชาชนเป็นหลัก ต้องระวังภัยของตัวเองก่อน เจ้าหน้าต้องมีความพร้อม นอกจากเรื่องไฟเรื่องอะไรเหล่านี้แล้ว ก็ยังมีเรื่องโรคระบาด แล้วก็การดูแลสุขภาพ ในช่วงนี้อาจจะมีฝนตกบ้าง ไม่ตกบ้างเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นช่วยกันดูแลสุขภาพ เด็กก็ต้องดูแลให้มาก คนแก่ดูแลมากยิ่งขึ้น คนแข็งแรงก็ดูแลคนอื่นเขาด้วย

- ให้ กทม. ให้เทศบาล อบท. หรือใคร มหาดไทย ช่วยกันสำรวจด้วยว่าอะไรที่ไม่ได้ใช้รื้อทิ้งให้หมด บ้านเมืองก็ดูทรุดโทรมอยู่แล้วด้วย ของที่ไม่ได้ใช้อยู่ พวกขายของข้างทาง เลิกขายไปโกฏิปีแล้วยังมีอยู่เลย เป็นภาพที่ไม่น่าดู เวลาใครเขาผ่านไปผ่านมา ต่างประเทศเขานั่งรถมาเขารู้เลยตรงไหนไทย ตรงไหนประเทศเขา ประเทศเขาสะอาด พอเข้าไทยจะรู้แล้วมีเพิงเหล่านี้อยู่ข้างถนน อายเขาหรือไม่ ทำกันบ้าง หน้าบ้านไม่ใช่ดีแต่ในบ้าน หรือหลังบ้าน หน้าบ้าน รับแขกช่วยกันทำด้วย ต้องขอบคุณ ที่ส่วนใหญ่ทำอยู่แล้ว ขยะทิ้งให้ลงถูกที่ ผมบอกแล้วแยกขยะ ทำหรือยัง ทิ้งเรื่อยเปื่อย ไม่ลงถัง ไม่ลงที่ แล้วก็โทษเจ้าหน้าที่เขาไม่เก็บ เขาไม่อยากเก็บเท่าไรเพราะมันสกปรก เพราะท่านแยกขยะให้เขาไม่ได้ ไปทำใหม่ ท่านก็อยากได้ทุกอย่าง เรื่องค่าใช้จ่ายขยะก็ไม่ได้มากมาย ท่านก็บอกว่าแพงเกินไป แล้วท่านจะเอาอะไรล่ะ ไม่นึกถึงคนที่เขาทำอาชีพเหล่านี้ว่าเขาลำบากหรือไม่ เขาต้องทำกับสิ่งที่สกปรกที่ท่านทิ้งไว้ ถ้าท่านเก็บให้ถูกที่ถูกทาง แยกขยะให้มีมูลค่า ก็เหลือขยะที่เขาต้องมาเก็บที่ไม่สะอาดน้อยลง เขาก็พึงพอใจเต็มใจเก็บให้ท่าน ต้องพึงพาอาศัยกัน คิดแบบนี้

- วันนี้พายุฝนฤดูร้อนมีมากขึ้น หน้านี้เป็นหน้าร้อน ต่อไปหน้าฝน ก็มีพายุฤดูร้อนบ้าง ขอให้ระมัดระวัง ตรวจสอบบ้านให้มั่นคง ไม่ใช่บ้านโย้เย้ แล้วไม่ตรวจสอบ ถึงเวลาพังทับลงมาก็ตายกันอีก ทุกคนชอบปล่อยปละละเลย ตามนิสัยสบาย ๆ เพลงสบาย ๆ เห็นชอบฟังกันนัก แล้วก็ลำบากทีหลังทุกที เพลงเขาดีอยู่แล้ว ขอให้ปลอดภัยทุกคน จากน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม จุดเสี่ยง ทุกจุด ทุกคนต้องรู้ว่าตรงไหนเสี่ยง ตรงไหนมีน้ำลึก ตรงไหนมีดิน หรือหน้าผาชันก็บอกเด็กด้วย

- ผมเห็นลูกหลานจมน้ำตายมากมายไปหมดทุกอาทิตย์ ทำไมไม่เตือน ทำไมไม่ทำเครื่องหมาย ทำไมไม่มีที่กั้น แล้วท่านก็ดูแลลูกไม่ได้เพราะว่าต้องหาเงินเลี้ยงลูก ลูกก็เล็กไม่รู้เรื่องเดินไป เดินมา เผลอตกน้ำตายอีก หรือไปเล่นน้ำ ท่านก็ไปเขียนป้ายปักไว้บ้างว่าน้ำลึกกี่เมตร แค่นี้ท่านยังไม่ทำเลย แล้วท่านจะไปเรียกร้องให้ใครทำ ไปขุดมาท่านก็ขุดกันเองทั้งนั้น ที่จมน้ำตายส่วนใหญ่ก็เป็นแหล่งน้ำไร่นาบ้าง อะไรบ้างของท่าน แหล่งน้ำตามธรรมชาติบ้าง แต่เด็กไม่รู้ไงว่าลึกแค่ไหน แต่ถ้าเขียนป้ายน้ำลึก ระมัดระวัง ห้ามเล่นน้ำ ลึก 5 เมตร 7 เมตร 10 เมตร เขียนไว้ด้วย เด็กก็อ่านหนังสือออก แล้วอบรมเขาในบ้านด้วย

- เราต้องใช้มาตรการ “เชิงรุก” ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายก่อน ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เกิดขึ้น จากน้ำฝนตามธรรมชาติ ฝนเทียม ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ต้องเตรียมพื้นที่ แหล่งน้ำรองรับให้เหมาะสม ให้พร้อมเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุดสำรองไว้ ถ้าฝนมาล่าช้าจะได้ไม่มีปัญหาอีก พอฝนมาช้าก็รอฝนเดือน พฤษภาคม มิถุนายนก็มาแล้ว ไม่ต้องเก็บมาก ปล่อยใช้ทิ้งโครมครามไป พอไม่มี รัฐบาลรับอีก แล้วยังไงกันผมผลิตน้ำเองได้ก็ดี ผมกินน้ำยังต้องระวังเลย กินน้ำก็ต้องกินอย่างประหยัด กินตามความจำเป็น เขาให้กินเท่าไรก็กินเท่านั้น ไม่ใช่ทิ้ง ๆ ขว้างๆ กินครึ่งขวด ทิ้งครึ่งขวด ไม่ได้ คงไม่ลงถึงขนาดลดการดื่มน้ำ คงใช้อย่างอื่นให้น้อยลงเท่านั้นเอง

- ชาวประมงก็ต้องระมัดระวังตัวเองด้วย ติดตามฟังประกาศของกรมอุตานิยมวิทยา ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวประมงพื้นบ้าน เรือขนาดเล็ก เขาเตือนก็ฟังเขาบ้าง ถ้าจะบอกว่าเออ ถ้าไม่ทำก็ไม่มีจะกิน แล้วจะเอายังไงล่ะ ก็ต้องฟังเขา ทุกอย่างต้องความปลอดภัยเป็นหลัก มีปัญหาอะไรก็ไปบอกศูนย์ดำรงธรรม ถ้าออกเรือไม่ได้จะทำยังไง หางานให้ได้หรือไม่ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะแก้ปัญหาให้ได้หรือไม่ เพราะผู้ว่าราชการจังหวัด รับผิดชอบทุกเรื่อง อย่าให้มีเรื่องร้องเรียนมากนักก็แล้วกัน ในพื้นที่ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล ทุกหมู่บ้านต้อง มีคนรับผิดชอบ ไม่เช่นนั้นจะตั้งกันไว้ทำไม ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น คนมหาศาล ประชาชนก็อีกมาก ต้องช่วยกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เรือท่องเที่ยวเหมือนกัน อย่ามักง่าย บรรทุกเกินจำนวน แล้วฝนแรง ลมแรง ก็ยังวิ่งอีก ให้นักท่องเที่ยวเขาอยู่ไปก่อน อยู่จนกว่าคลื่นลมจะสงบ แล้วการเดินทางทางทะเลตอนกลางคืน ถ้าเป็นเรือขนาดเล็ก ผมว่าไม่จำเป็นอย่าเดินเลย ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นมา ก็ช่วยกันไม่ได้ มือมองอะไรไม่เห็น ผมจะบอกให้ผูกเชือกทุกคนโยงกันไว้ก็ไม่ได้อีก เดี๋ยวได้ตายพร้อมกัน ทำยังไงก็ได้ ไปคิดออกมา ทุกย่างอยู่ที่ความคิด สติปัญญา อย่าให้คนอื่นเขาต้องมาทำให้มากนักเลยแล้วกัน

- เรือท่องเที่ยว ต่อไปนี้ถ้าเรือท่องเที่ยว รถทัวร์ รถโดยสาร เกิดอุบัติเหตุด้วยความประมาท ทำคนตาย ผมจะลงโทษอย่างหนัก ผมใช้อำนาจผม ไม่กลัวก็ตามใจ ท่านอยากตายของท่าน ท่านไปขับรถคนเดียวที่บ้าน ลูกเมียก็ลำบากเรื่องของท่าน แต่ท่านอย่าพาคนอื่นเขาไปตายด้วย นั่นแหละสำคัญ ผมต้องดูแลคนส่วนใหญ่ ให้ทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัย ทุกคนมีความรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่รับผิดชอบครอบครัวตัวเอง หาเงินหาทองใช้ คนอื่นช่างมัน ถ้าอย่างนี้อย่าเลย อย่าเป็นมนุษย์เลย ต้องเป็นมนุษย์ คิดแบบคนเขาคิด ชูชีพก็ต้องพร้อม รถไฟ รถไฟฟ้า อะไรก็แล้วแต่ ต้องมีมาตรการความปลอดภัย ไม่ใช่วัวหายล้อมคอกทุกที เวลาที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาทุกคนก็ตื่นตระหนกหมด พอแพนนิกขึ้นมาแล้วจะอยู่หรือไม่ ถ้าคุณไม่บอกเขาก่อน ว่าทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย ถ้ากระจกเปิดไม่ได้ จะต้องอย่างไร มีเขียนคำแนะนำตัวใหญ่ไว้ข้างตู้ ผมไม่รู้ ผมไม่ได้ขึ้นมานาน แต่ถ้าไม่เขียนถือว่าผิดหนักเลย คำแนะนำ บอกหรือยัง บอกทีหลังจะไปเกิดประโยชน์อะไร คนเดือดร้อนไปแล้ว ดีไม่ตาย ผมคิดว่าทุกอย่างต้องคิดเชิงรุก ในเชิงป้องกันให้มากที่สุด ถ้าไม่คิดก็อย่ามาทำงานเหล่านี้เลย ในการให้บริการประชาชน

 

ขอบคุณครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขสวัสดีแล้วปลอดภัยในวันเสาร์-อาทิตย์ ขับรถระมัดระวัง อย่าไปดื่มเหล้า ดื่มสุรา ขับรถเร็ว ผมเห็นข่าวทุกวัน ผมเสียใจทุกวัน พ่อแม่พี่น้องตาย รถเสีย ฝรั่งเดือดร้อน ทำไมไม่คิดว่าทำอย่างไรจะปลอดภัย ถ้าทุกคนคิดว่าทำยังไงจะปลอดภัย ทำอย่างไรตัวเองจะปลอดภัย ผู้โดยสารจะปลอดภัย ครอบครัวจะปลอดภัย คิดแค่นี้ก็ไม่ตายแล้ว แต่ถ้าไม่คิดก็ตาย ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ก็เหลือสวดมนต์ เตรียมทำบุญไว้ให้แล้วกัน ผมจะพูดแรงเรื่องเหล่านี้ เพราะผมสงสารพ่อแม่พี่น้องที่เสียชีวิต

 

สรุปสาระโดย: กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ข้อมูลจาก: เว็บไซต์รัฐบาลไทย         

 
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป