กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน สรุปสาระสำคัญ “รายการคืนความสุขให้คนในชาติ” วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

สรุปสาระสำคัญ “รายการคืนความสุขให้คนในชาติ” วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

พิมพ์ PDF

 

- รัฐบาลได้ขยายผล เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรม คู่ขนานไปกับการส่งเสริมให้เป็น Smart Farmer ด้วยการผลักดันนโยบายสาธารณะอย่างเป็นระบบ ครบทุกมิติ ดูแลทั้งต้นทาง – กลางทาง – ปลายทาง อาทิ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร เพื่อขับเคลื่อนการนำสินค้าในท้องถิ่นสู่สายตาชาวโลก (หรือ Local to Global) ทั้งOTOP ทั้ง 1 ตำบล 1 SME และส่งเสริมการประกอบการในลักษณะวิสาหกิจชุมชน (หรือ Social Enterprise) เป็นต้น ทั้งนี้ ไม่เพียงสร้างโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้กับพี่น้องเกษตรกร มีขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับชุมชน และประเทศในภาพรวม ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก ที่มีโอกาศผันผวนและควบคุมไม่ได้ตลอดเวลา อยากให้เศรษฐกิจไทย “สามารถยืนบนลำแข้งของตนเอง” เกื้อกูลกันในสังคม เข้มแข็งไปด้วยกัน

- สำหรับปัญหาภัยแล้ง รัฐบาลยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่ อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาตรรวม 39 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปี 58 จำนวน 5.3 ล้าน ลบ.ม. โดยรัฐบาลต้องดูแล บริหารจัดการ หาน้ำมาเติม ฟื้นฟูแหล่งน้ำ รวมทั้งดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทั้งระบบ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้น้ำ ซึ่งในส่วนที่ 1 ภาคการผลิต (เกษตรกรรม อุตสาหกรรม) และการอุปโภค-บริโภคนั้น หากเราสามารถควบคุม ประหยัด หรือลดการใช้น้ำลงได้ ตามมาตรการต่าง ๆ ของรัฐที่กำหนดมา จะช่วยให้เรามีน้ำใช้ ไม่ขัดสนในอนาคต ส่วนที่ 2 คือ น้ำสำหรับผลักดันน้ำเค็ม เพื่อรักษาระบบนิเวศน์นั้น เป็นไปตามธรรมชาติ การขึ้น ลง การหนุนของน้ำทะเล เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่สามารถจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้

- ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ใช้น้ำกลุ่มหลักของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง อาทิ 1) การส่งเสริมความรู้และการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน 2) การชะลอหรือขยายระยะเวลาการชำระหนี้ที่เกษตรกรมีภาระหนี้กับสถาบันการเงิน 3) การจ้างงานเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ทั้งการจ้างแรงงานในชลประทานและการจ้างงานเร่งด่วน และการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน 4) การเสนอโครงการตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง 5) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เช่น ให้ทุกส่วนราชการรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด และส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง 6) การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน ทั้งการปฏิบัติการฝนหลวง การขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติเพิ่มเติม การพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล – แก้มลิง – ขนมครก 7) การเสริมสร้างสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 8) การสนับสนุนอื่น ๆ เช่น การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 และแผนสินเชื่อสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน – สหกรณ์ เป็นต้น ทั้งนี้ นอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ในการประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตของพี่น้องเกษตรกร รัฐบาลยังมุ่งหวังที่จะลดปริมาณการใช้น้ำในส่วนนี้ลง ด้วยการสร้างแรงจูงใจ สมัครใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่าง ๆ

- ปัจจุบัน รัฐบาลได้ผลักดันนโยบายที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรมอีก โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาภัยแล้งและมาตรการเพิ่มขีดความสามารถทางการเกษตร ที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน ที่จะส่งผลต่อความเป็นอยู่ รายได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสภาวะสังคม ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถภาคการเกษตรของประเทศ รวมทั้งเป็นการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง และภัยธรรมชาติอื่น ๆ ในระยะกลาง ประกอบด้วย (1) โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและจำเป็นของเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง ปี 2558-2559 วงเงิน 6,000 ล้านบาท โดยให้สินเชื่อไม่เกิน 12,000 บาท/ราย กำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 1 ปี ไม่มีดอกเบี้ย กลุ่มเป้าหมายคือเกษตรกรลูกค้ารายย่อยของ ธ.ก.ส. จำนวน 500,000 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ไม่สามารถทำการผลิตได้ หรือผลผลิตได้รับความเสียหาย ทำให้มีรายได้ลดลง เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนในการชั่วคราว พร้อมทั้งก่อให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และช่วยป้องกันการก่อหนี้สินนอกระบบของเกษตรกร (2) โครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตร เพื่อสร้างความยั่งยืนของภาคเกษตรไทย วงเงิน 72,000 ล้านบาท วงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาท/ราย เป็นสินเชื่อระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี สำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคการเกษตร ทั้งรายคน วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร หรือบริษัทชุมชน จำนวน 7,200 ราย ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน (3) โครงการชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตสู้วิกฤติภัยแล้ง วงเงิน 15,000 ล้านบาท วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท/กลุ่ม กำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 1 ปี มีอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 0.01 ต่อปี สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ประสบวิกฤติภัยแล้ง ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง รวม 26 จังหวัด จำนวน 100,000 ราย ที่มีความสมัครใจและตั้งใจ ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตอย่างแท้จริง และผ่านการคัดเลือกจากชุมชน ใช้เป็นค่าเช่าที่ดิน ค่าปัจจัยการผลิต และค่าจ้างแรงงานให้กับเกษตรกร

- อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการน้ำ ยังคงต้องมองไปในอนาคตปี 60 ด้วย ซึ่งสภาพลมฟ้าอากาศ ยังเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกภาคส่วน ช่วยกัน “ประหยัด” ใช้น้ำเท่าที่จำเป็น ช่วยกันคนละไม้ คนละมือ รัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหาทำแผนการจัดการน้ำระยะยาวถึงปี 69

- การดูแลพี่น้อง ชุมชน หมู่บ้าน ซึ่งที่ผ่านมาประสบปัญหาหลายประการ อาทิ ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง และปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากระบบโครงสร้างพื้นฐานในชุมชนไม่ได้รับการพัฒนา และขาดปัจจัยการผลิตที่จำเป็น ดังนั้น รัฐบาลจึงผลักดันโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทาง“ประชารัฐ” ผ่าน “กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง” จำนวน 79,556 กองทุน ๆ ละไม่เกิน 500,000 บาท วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน เช่น ยุ้งฉางชุมชน โรงตากพืชผลทางการเกษตร โรงสีชุมชน โรงงานผลิตปุ๋ยประจำชุมชน การจัดทำแหล่งเก็บน้ำชุมชน และเครื่องจักรสำหรับแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น หรือใช้ดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ที่ชุมชนเห็นว่าเป็นประโยชน์ ในการส่งเสริมศักยภาพในการประกอบอาชีพ และความเป็นอยู่ในชุมชนให้ดีขึ้น ถือเป็นมาตรการเร่งด่วน ต้องการให้สามารถดำเนินการเบิกจ่าย ภายใน 6 เดือน ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในระดับฐานราก ที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่กิจกรรมด้านการผลิต การเพิ่มมูลค่าสินค้า และการตลาด จะส่งผลให้ชุมชนพัฒนาอย่างมั่นคงแข็งแรงต่อไป นับเป็นมาตรการขยายผลความสำเร็จ ตามความต้องการของพี่น้องเกษตรกร ผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับหมู่บ้าน ที่อนุมัติวงเงินสินเชื่อไว้เดิม 60,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 2 ปี มีกองทุนหมู่บ้าน รวม 5 หมื่นกว่ากองทุน มีสมาชิกได้รับประโยชน์จากโครงการกว่า 3 ล้านครัวเรือน

- สำหรับการน้อมนำแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติในทุกระดับนั้น ถือเป็นภารกิจสำคัญ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร พื้นที่ห่างไกล ให้พ้นจากความยากจน ลดจากความเหลื่อมล้ำ ที่มีอยู่แล้วเดิมให้มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง โดยจะมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และข้าราชการจะทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ช่วยเหลือเรื่องวิชาการ ดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่จะดำเนินการในพื้นที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถแก้ไขปัญหา และพัฒนาความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง เป็นตัวอย่างของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน และประชาคมโลกอื่น ๆ ด้วย

- ในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืนของประเทศนั้น รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษา โดยมี 6 เรื่องหลัก ที่ต้องการให้เร่งดำเนินการในช่วงเวลา 1 ปี 6 เดือน ประมาณนั้นที่เหลืออยู่ของรัฐบาล ประกอบด้วย การปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ การผลิตและพัฒนาครู การทดสอบการประเมินการประกันคุณภาพและการพัฒนามาตรฐานการศึกษา การผลิตพัฒนากำลังคนและงานวิจัย ที่สอดคล้องกับความต้องการของการพัฒนาประเทศ ไอซีทีเพื่อการศึกษาและการบริหารจัดการทั้งการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการและการกระจายอำนาจ แม้ว่าจะทำได้ไม่สมบูรณ์นักในระยะแรก กู้ไม่จำกัดไม่ถึง 100% เพราะฉะนั้นเราอาจจะเริ่มต้นไว้ให้ได้ก่อน นำร่อง ทดลองปฏิบัติไปแต่ต้องทั่วถึงทุกพื้นที่ทุกภูมิภาคไปก่อนเพื่อจะเป็นแนวทางเอาไว้ทุกโครงการ เรารอไม่ได้ เราจะต้องขับเคลื่อนให้ได้อย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี 4 แผน และแผนปฏิรูปต่าง ๆ แผนแต่ละแผนก็จะใช้เวลา 5 ปี เช่นเดียวกัน มีการประเมินทุก 5 ปี ระบบการศึกษาจะต้องสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

- ที่ผ่านมานั้นการขับเคลื่อนนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” บนหลักการพัฒนา 4H คือ สมอง-จิตใจ-ทักษะ-สุขภาพ ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเข้าร่วมกิจกรรม ตามความสนใจและความถนัด แล้วก็มีครูคอยให้คำแนะนำ และมีศึกษานิเทศก์ติดตาม ดูแล ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องนั้น สามารถแปลงนโยบายไปสู่การจัดกิจกรรมได้เป็นอย่างดีมีการพัฒนาตามลำดับ ปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการประเมินผลการดำเนินการ สำหรับนำมาใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงในภาคการศึกษาหน้าต่อไป

- นับเป็นอีกความพยายามหนึ่งของรัฐบาลที่ เห็นว่าประสบความสำเร็จ และถือว่าเป็นการปฏิรูปในส่วนการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ให้สอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศด้วย และรองรับตลาดแรงงานของอาเซียน ด้วยการผลักดัน สร้างภาพลักษณ์ ปรับค่านิยมต่อการเรียนสายอาชีพให้ดีขึ้น เห็นได้ว่าเรามีจำนวนผู้เรียนอาชีวะในปีการศึกษา 2558 เพิ่มขึ้นมากในรอบ 10 ปี ต้องขอขอบคุณภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ที่สนับสนุนการศึกษาใน “ระบบทวิภาคี” ช่วยให้เด็กได้ประสบการณ์ จากการทำงานในสถานประกอบการจริง และภาคเอกชนก็ได้คนทำงานที่มีศักยภาพตรงความต้องการอีกด้วย ทั้งนี้ เห็นว่าศักยภาพเด็กไทยเราไม่ได้ด้อยในเวทีโลกเลยหลายประเทศเขามีการพัฒนาตามลำดับ แต่ของเราก็ไม่ได้แพ้เขา วันนี้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพได้เร่งจัดทำมาตรฐานมากกว่า 200 สาขาแล้ว ทั้งเด็กอาชีวะสามารถผ่านการรับรองมาตรฐานแต่ละด้านได้ จะเป็นสิ่งการันตีฝีมือและกำหนดมาตรฐานค่าตอบแทนด้วย แต่รัฐบาลจะไม่ลืม ที่จะส่งเสริมยกระดับคุณภาพในการใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับกลุ่มต่าง ๆ คู่ขนานไปด้วย ทั้งนี้เพื่อมีโอกาสความก้าวหน้า ในการประกอบอาชีพที่ดีขึ้น

- ทั้งนี้ การปฏิรูปการศึกษา ถือเป็นงานค่อนข้างยาก เนื่องจากมีกฎหมายหลายฉบับ มีหลายหน่วยงาน มีการแบ่งแยกหน่วยงานกันจนมากเกินไป ไม่มีเอกภาพ ในการที่จะกำกับดูแลอำนวยการปฏิบัติให้เป็นไปสอดคล้องกันเองทำได้ยาก รัฐบาล และ คสช. กำลังแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพื่อจะให้เกิดการปฏิรูประยะที่ 1 ที่กล่าวไปแล้วถึงปี 60 ให้ได้โดยเร็วขอความร่วมมือจากบุคลากรทางการศึกษาด้วย ช่วงนี้ขอขอให้เดินหน้าไปให้ได้ก่อน

- เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ อยากให้ทุกคนคิดจินตนาการไปพร้อม ๆ กับผมด้วยว่า สิ่งที่เราต้องการคืออะไร ประเทศไทยคนไทยต้องการอะไร ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรเราคงต้องการบ้านเมืองที่สงบสุข ชุมชนได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้มแข็ง เศรษฐกิจที่มีความมั่นคงตั้งแต่ฐานราก การเมืองที่มีเสถียรภาพ นักการเมืองที่มี ธรรมาภิบาลที่จะมีการ บริหารประเทศอย่างมีทิศทาง ข้าราชการทำงานด้วยความสบายใจด้วยความสุจริต โปร่งใส ประชาชนจะได้รับสวัสดิการและการบริการอย่างทั่วถึง ทรัพยากรธรรมชาติถูกนำมาใช้ประโยชน์กับทุกคนโดยรวมอย่างเท่าเทียมเกิดความสมดุล เหมือนวิสัยทัศน์ที่เราเคยกล่าวไว้แล้วว่า “ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” หากสิ่งที่เราต้องการตรงกัน เราอาจผิดหวังกับสถานการณ์ในประเทศใน ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราถึงได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูป การเข้ามาของ คสช. และรัฐบาล ถือเป็นเพียง การห้ามเลือดหรือหยุดเลือดเท่านั้นเอง แต่ทำอย่างไรเราจะ “พลิกวิกฤติเหล่านี้ให้เป็นโอกาส” ให้ได้สำเร็จ เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกัน ถือว่าการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นวาระแห่งชาติแล้วทุกคนก็ทำงานอย่างแข่งขัน อยากให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกคนทุกหมู่เหล่าช่วยกันคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้เต็มประสิทธิผลในเรื่องที่เราทำมาแล้วเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ในช่วงการเปลี่ยนผ่านให้มีการปฏิรูปให้ได้ จะต้องมีกลไก มีเครื่องมือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กันและกันได้ว่า เราจะสามารถประคับประคองประเทศไม่ให้ล้มครืนลงมาอีกครั้งหนึ่ง หรือย้อนไปสู่วังวนเดิม ๆ เรามีทั้งนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งใช้เป็นกรอบการพัฒนาร่วมกันของประเทศของรัฐบาล ของเอกชน และประชาชน เพื่อจะขับเคลื่อนบ้านเมืองไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แยกทั้งคนทั้งเงินทั้งโครงการงบประมาณก็เสียหายใช้อย่างไร้ทิศทาง วันนี้เราได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติซึ่งก็เป็นเพียงกรอบกว้าง ๆ อยากให้ทุกคนไปศึกษารายละเอียดไม่ได้ควบคุมทุกอย่างอยู่แล้วเป็นกรอบกว้าง ๆ ซึ่งทุกรัฐบาลควรต้องทำอยู่แล้ว ไม่ต้องเขียนก็ต้องทำที่ผ่านมาอาจจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างเราเลยต้องเขียนขึ้นมาอยากให้ทุกคนในประเทศรู้ว่าเรา เราจะเดินไปอย่างไร อนาคตเราจะเป็นอย่างไร เราต้องเตรียมตัว เตรียมความพร้อมอย่างไรทั้งทุกภาคส่วนเพื่อให้มีการมั่นคง มีความมั่นคงกับประเทศชาติมีความมั่งคั่งของประชาชนโดยรวม เราจะมีการประเมินยุทธศาสตร์ชาติ ทุก 5 ปี ซึ่งเราได้ประเมินพร้อมไปกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่กล่าวไปแล้วตั้งแต่ปี 60 เป็นต้นไปก็ 4 แผน แผน 12 13 -14 -15 ก็แผนละ 5 ปี และก็แผนปฏิรูปของ สปท. ปัจจุบันกับ สปช. เดิมก็ทำให้รัดกุมขึ้นโดยกำหนดไว้ทุก 5 ปี แต่ละปีก็มีรายละเอียดที่ต้องทำบางอย่างก็จบภายในปีเดียวบางอย่างก็จบภายใน 5 ปี รัฐบาลใหม่ จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมั่นคงมีเสถียรภาพ ถ้าหากว่าเราใช้ยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายพรรคไปพร้อม ๆ กัน ผมว่าประเทศชาติมีอนาคต ขอขอบคุณนักการเมืองที่หวังดีกับประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเราไม่น่าจะมาขัดแย้งกันตรงนี้ ในเมื่อทุกท่านอาสาจะเข้ามาดูแลประชาชนและประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อตนเอง ขอความร่วมมือและความไว้วางใจ ให้กับรัฐบาล – คสช. – กรธ. – สนช. – สปท. ทั้งคณะที่ผ่านมาและคณะนี้ด้วยในการที่จะร่วมกันทำงาน เราจะขอปฏิบัติภารกิจที่พี่น้องได้มอบหมายให้กับเรานั้นด้วยความเชื่อมั้นเชื่อใจตลอดเวลาที่ผ่านมาให้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

 

สรุปสาระโดย: กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ข้อมูลจาก: เว็บไซต์รัฐบาลไทย         

 
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป