กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน สรุปสาระสำคัญ “รายการคืนความสุขให้คนในชาติ” วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

สรุปสาระสำคัญ “รายการคืนความสุขให้คนในชาติ” วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

พิมพ์ PDF

 

- เรื่องที่ 1. อยากให้ประชาชนทุกท่านลองพิจารณาดูว่าท่านทราบหรือยังว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ และ คสช. ได้ดำเนินการไว้มีอะไรบ้าง ช่วยกรุณาพิจารณาคิดย้อนกลับไปดูว่า อะไรที่เราทำเสร็จแล้ว อะไรที่เริ่มทำ แล้วมีการแก้ไขอะไรเปลี่ยนแปลงไปแล้วบ้าง อะไรที่ต้องเริ่มต้นใหม่ แล้วทำต่อเนื่องส่วนของการบริหารราชการแผ่นดินในห้วงต่อมานั้น ผมได้พบปัญหาต่างๆ ที่สะสมมากมายของประเทศเรานี้ มีหลายอย่างด้วยกัน อาทิ ปัญหางาช้าง ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ปัญหาการบินพลเรือน ตลอดจนความไม่เป็นสากลต่างๆ กฎหมายที่ไม่ทันสมัยเหล่านี้ เป็นปัญหาทั้งสิ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสถานะของประเทศในเวทีโลก ในการค้า การลงทุน ทั้งสิ้น สำหรับปัญหาภายในประเทศที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ปัญหาความมั่นคงหลายอย่างด้วยกัน ทั้งในส่วนของการบูรณาการ การสร้างความเชื่อมั่น ในการลงทุนจากต่างประเทศ ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ ปัญหาความเดือนร้อนของพี่น้องเกษตรกร ปัญหาในการจัดระเบียบสังคม ถนนหนทาง การขายของ ปัญหาการทำงานที่ไม่บูรณาการ ผมเคยกราบเรียนแล้วว่าจะต้องบูรณาการทั้งคน เจ้าหน้าที่แผนงานโครงการ และงบประมาณ เพื่อจะไม่ซ้ำซ้อนกัน ทำในเวลาเดียวกัน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เป็นพื้นที่ หรือเป็นกิจกรรมซึ่งเรากำลังเดินหน้าอยู่ ปัญหาทีแก้ต่อไปคือปัญหารัฐวิสาหกิจที่ต้องมีการฟื้นฟู จากภาวะการขาดทุนแล้วอาจจะมีความไม่โปร่งใสในบางประเด็น รัฐบาลก็พยายามจะแก้ไข ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เวลาด้วย ถ้าเร็วเกินไปก็อาจจะมีปัญหาต่อไปในอนาคต ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ด้วยดี ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ

- เรื่องการปฏิรูป สิ่งสำคัญคือ ทุกเรื่องต้องมีการประสานสอดคล้องกันทั้งหมด ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทุก 5 ปี นโยบายความมั่นคง ของ สปช. แล้วก็แผนงานของทุกส่วนราชการ รวมความถึงแผนการปฏิรูปที่เราได้วางไว้ แผนการปฏิรูปในช่วง 1-5 ปี แล้วสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี แล้วไป 4 แผน 4 x5 =20 นะครับ เพราะฉะนั้นเราได้เตรียมแผนปฏิรูปไว้เป็นระยะ ระยะที่ 1 คือ ถึงปี 2560 รัฐบาลนี้ยังอยู่ อันนี้คือใช้แผนที่ 12 เริ่มต้นเราจะเอาแผน 12 นี้ บางอย่างที่เราร่างไว้แล้วมาขับเคลื่อนให้ได้ก่อน ในปี 2559 นี้ เพราะฉะนั้นวันนี้เรากำลังสร้างความเข้มแข็งของประเทศ วางพื้นฐานทั้งหมด เหลือเวลาของผมอีกประมาณ ปีกว่า ๆ ถึงปี 2560 หลังปี 2560 ไปแล้ว เป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 เต็ม ๆ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องวางว่าปี 2560-64 จะเป็นยังไง 70-74 เป็นยังไง 75-79 จะเป็นอย่างไร นั้นคือยุทธศาสตร์ 20 ปี แล้วมองย้อนกลับมาว่าเราจะทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ แผน 12 – 15 ได้อย่างไร เพื่อเป็นการประเมินผลความคืบหน้าในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลทุกรัฐบาล ถอยหลังมาทุก 5 ปี แล้วกำหนดเป้าหมายไว้ล่วงหน้า แล้วมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลต่อ ๆ ไป ในลักษณะที่จะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้อง

- เรื่องที่ 2 คือการดำเนินการดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือมีกฎหมายลูก เพื่อให้ดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องนะครับ ผมกล่าวไปแล้วเรื่องปฏิรูป เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องความมั่นคง นโยบาย ทุกอย่างไม่ใช่เดินไปทีเดียวแล้วเลิก ปีหน้าเปลี่ยนใหม่เป็นไปไม่ได้ เราก็จะไม่มีทิศทางหางเสือ เพราะฉะนั้นอันนั้นคือเข็มทิศนำทางทั้งหมด เพราะฉะนั้นใช้เข็มทิศให้เกิดประโยชน์ด้วย ไม่เช่นนั้นเราจะเกิดปัญหากับการบริหารราชการแผ่นดินไปอนาคต ผมเข้าใจดีว่า รัฐบาลต่อไป ก็อาจจะเกิด ยังไม่ไว้เนื้อเชื่อใจว่าสิ่งที่ผมทำไว้แล้ว จะทำให้ท่านลำบากหรือไม่ ผมกราบเรียนว่าถ้าทุกคนจะต้องลำบาก ลำบากด้วยความบริสุทธิ์ใจ ลำบากเพราะเราทำทุ่มเทให้กับประชาชน ผมว่านั่นคือความลำบากที่ต้องเจอ ไม่ใช่ลำบากในการที่จะใช้จ่ายงบประมาณ ลำบากในการที่จะทำนโยบายต่าง ๆ ที่เป็นปัญหา ผมไม่ต้องการอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านก็กรุณาบริหารราชการแผ่นดินในลักษณะที่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ เป็นไปตามแผนปฏิรูป เป็นไปตามนโยบายด้านความมั่นคง แล้วก็เดินไปสู่การบริหารราชการแผ่นดินในสิ่งที่ท่านเป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง มีนโยบายพรรค มีอะไรต่าง ๆ ท่านก็ว่าของท่านไป เรากำหนดแนวทางไว้ให้ มีแผนสำเร็จรูปไว้ให้ แต่ท่านจะทำหรือไม่ทำก็ขึ้นอยู่กับท่าน ท่านก็ต้องตอบสภา ตอบในส่วนที่ต้องตรวจสอบทั้งหมด มีเหตุผลความจำเป็นอย่างไรถึงทำ ไม่ทำ อะไรก็แล้วแต่ ผมไม่บังอาจไปบังคับท่านได้อีกต่อไปแล้วในวันหน้า เพราะฉะนั้น ทุกคนจะต้องสร้างความเข้มแข็ง สร้างความมั่นคง สร้างความเชื่อมั่น ไว้เนื้อเชื่อใจในการที่จะทำอะไรก็ตาม เพื่อจะเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศ ทำเพื่อประชาชน เราต้องปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ การเกษตร อุตสาหกรรม การค้าการลงทุนนะครับ และทุกอย่างต้องเข้มแข็งจากภายในตามแนวทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระดับหมู่บ้านชุมชนจังหวัด กลุ่มจังหวัด ไปการค้าชายแดน ไป CLMV ไปอาเซียนไปประชาคมโลกอื่น ๆ เพราะฉะนั้น รัฐบาลนี้จะทำแผนระยะยาวไว้ 20 ปี แผนที่ว่าไม่ใช่แผนที่จะต้องลงละเอียด บังคับท่านไม่ได้ แต่จะเป็นกรอบที่จะต้องเป็นเข็มทิศนำทางที่ ผมเรียนท่านแล้ว เป็น Road Map ในทุกเรื่อง ในนั้นจะบรรจุเรื่องของแผนปฏิรูปไว้ด้วย ให้สอดคล้องกับแผนตรงนี้ สภาพัฒน์ฯ ก็ทำแผน 5 ปี สอดคล้องกับตรงนี้ ทุก 5 ปี ก็เปลี่ยนได้ ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้ ถ้ามีความจำเป็น เช่น ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วันนี้ต้องรู้แล้วว่าประเทศไทย 20 ปีข้างหน้าจะเดือดร้อนอะไร วันนี้เราเดินมาเท่าไรแล้ว เราต้องเดินอะไร ระยะที่เหลือ ทุก 5ปี ๆ หรือทุกปีที่เป็นเรื่องของท้องถิ่น นี่แหละถึงจะไปสู่การกระจายอำนาจ การใช้จ่ายงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ ถ้าหากวันหน้าท่านมีปัญหากันในเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของสภาทั้งสองสภา ก็ต้องไปหารือร่วมกันว่าจะทำยังไง จะแก้ปัญหาอย่างไร ใครจะเป็นคนตัดสิน ไม่รู้ ท่านต้องไปสร้างความเข้าใจให้ได้ก่อน อย่ามองว่าทำอันนี้เพื่อจะอย่างนั้นอย่างนี้ แสดงว่าท่านก็คิดว่าจะมีเรื่อง จะมีความทุจริต จะมีความขัดแย้งใช่หรือไม่ ถ้าเราคิดว่าทุกคน พยายามไม่ไปสู่ความขัดแย้ง ไม่ไปสู่ประเด็นแห่งปัญหา ทั้งหมดผมว่าไม่ต้องไปกลัวใครทั้งสิ้น เพราะทำอะไรท่านไม่ได้อยู่แล้ว แม้กระทั่งทำแบบผมก็ทำไม่ได้ ถ้าไม่มีสาเหตุ แล้วก็ให้แก้ปัญหาอะไรก็แก้ไม่ได้ ก็ต้องดำเนินการตามที่ผมทำมา เพราะฉะนั้นขอให้แยกแยะให้ออกว่าอะไรยุทธศาสตร์ อะไรคือนโยบายพรรค อะไรคือนโยบายรัฐบาล อะไรคือประชาชน ขอให้ดูด้วย ฝากไว้แล้วกัน ประชาชนช่วยกันดูด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศเป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้คือความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ประชาชนเป็นศูนย์กลาง แก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเท่าเทียม ความเป็นธรรม ประชาชนทุกคนได้เห็นอนาคต 20 ปีข้างหน้า คือเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมา ปี 2560 นี้ เกิดมาพร้อมแผน 12 เขาจะได้รู้ว่า 20 ปีข้างหน้า เขาเรียนหนังสือ จบปริญญาตรีแล้วเขาจะเห็นอะไรในประเทศเขา เขาจะได้คิดว่าจะเรียนหนังสือยังไง เขาจะพัฒนาตัวเองอย่างไร เพื่อจะไปสู่จุด ๆ นั้นเมื่อเขาจบปริญญาตรี อายุ 19 -20 อะไรทำนองนี้ ผมก็คิดไว้แบบนี้ ถูกหรือผิดก็ไปคิดกันเอาเอง

- เรื่องที่ 3. ทุกรัฐบาลจะต้องเอาปัญหาประเทศมาเป็นตัวกำหนด แยกปัญหาออกให้ชัดเจน ปัญหาหลัก ปัญหารอง ปัญหาที่เป็นปัจจัยเสริมให้ปัญหานี้แรงขึ้น ความขัดแย้งแรงขึ้นท่านต้องเอาปัญหาทุกอันมาคลี่ดูให้หมด แล้วเอาประชาชนทุกคนในประเทศมาเป็นเป้าหมาย การจะแก้ปัญหาเหล่านี้เพื่อให้เกิดผลกับประชาชนมีความสุข ระหว่างทางนี้เราก็มาสู่วิธีการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นธรรมาภิบาล ก็ต้องไปดูเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณด้วย การจัดทำแผนงานโครงการ ทุกกระทรวงนั้น ถ้าหากว่าเราทำไปโดยไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเหล่านี้ไปด้วย ก็ไม่อาจจะนำประเทศไปสู่ความเข้มแข็งได้เลย เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งหน่วยงาน ทั้งโครงสร้าง ทั้งกระบวนการที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่ง อย่างแท้จริง

- เรื่องที่ 4. คือการที่จะเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ จะต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในทุกประเด็น เรียนไว้แล้วว่าต้องมีมาตรการลดความเสี่ยงและรู้ว่าปัจจัยภายนอก สถานการณ์โลกจะเป็นยังไง โดยการประเมิน ผมคิดว่ามีหน่วยงานมากมายไป ของ UN ก็มี ประชาคมแต่ละประชาคมก็มีทุกคนก็เขียนแผน เขียนกลยุทธ์กันไว้หมด เอามาศึกษากันบ้าง เราจะได้ทำแผนสำรองไว้ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโลกร้อน ภัยพิบัติ น้ำแล้ง หรือการสู้รบ อะไรก็แล้วแต่ เขาเรียกว่าภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพราะฉะนั้นให้ปัจจัยภายใน ภายนอก สถานการณ์โลกมาเป็นตัวกำหนดด้วยว่า เราจะแก้ปัญหาแล้วเตรียมการประเทศเราให้พร้อมอย่างไร เข้มแข็งได้อย่างไร เรื่องเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสเหมือนกันกับทุกคน ทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยก็หนัก เพราะเรามีประชาชนผู้มีรายได้น้อย ทำการเกษตร แล้วก็อาชีพอิสระอื่น ๆ ประมาณ 30-40 ล้านคน ในท้องถิ่นต่าง ๆ เพราะฉะนั้น อาจจะไม่เข้าใจคำว่า “เศรษฐกิจ” มากนัก ต้องเห็นใจพ่อแม่พี่น้อง เพราะวัน ๆ ทำงานหาเงิน เลี้ยงลูก เลี้ยงครอบครัวมาโดยตลอด อาจจะไม่มีเวลาที่ศึกษาในรายละเอียดนะครับ เพราะฉะนั้นให้ทุกคนช่วยกันถ่ายทอด สร้างความเข้าใจ สร้างการเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด เพราะ “เศรษฐกิจ” ผูกพันหลายอย่างด้วยกัน ตั้งแต่ส่งออก – นำเข้า ตั้งแต่ภาษี รายได้ประเทศ เศรษฐกิจ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ต้องเกื้อกูลกันอย่างไร ถ้าเรามองแต่เพียงว่าหาเงินให้ประชาชนมีใช้ไปเรื่อย ๆ แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปใช้ให้เขา แล้วเขาจะเข้มแข็งหรือไม่ วันนี้รัฐบาลพยายามทำทุกอย่าง ขอให้เข้าใจด้วย ก็เสียใจทุกครั้ง เวลาที่ทำอะไรไปแล้ว ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างความเข้มแข็งให้ได้ อย่าไปทำอะไรที่เป็นเหมือนภาพลวงตา ไม่สร้างความยั่งยืน กลายเป็นว่าประชาชนกลายเป็นคนไม่มีเหตุ มีผลมันมาอย่างนี้ได้ยังไง ใช้อย่างนี้ได้ยังไง ไม่สนใจ สนใจแต่เพียงว่าเราได้อะไร เราไม่ได้อะไร อย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่าเราไม่ได้สร้างวัฒนธรรมในองค์กร หรือในประเทศของเราให้เป็นองค์ที่มีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน ลำบากก็ต้องลำบากด้วยกัน แล้วก็ช่วยกันแก้ปัญหา พยุงเพื่อน พยุงน้อง พยุงพี่ อะไรก็แล้วแต่ ต้องจูงมือไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นให้คำนึงถึงความสัมพันธ์ปัจจัยภายใน ภายนอก เป็นหลักด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่เป็นธรรม/เหลื่อมล้ำ ปัจจัยภายนอก โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ความเข้มแข็งภาครัฐ–ภาคธุรกิจ–ภาคประชาชน เหล่านี้ทั้งหมดต้องแก้ไข

- เรื่องที่ 5. เป็นเรื่องสำคัญที่มองเห็นอีกอย่างคือ การบูรณาการแผนงาน โครงการของทุกกระทรวงในกิจกรรมเดียวกัน เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ โครงการปฏิรูปการเกษตรทั้งระบบ โครงการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบนะครับ การปรับปรุงเรื่องการค้า การอำนวยความสะดวก กฎหมาย เรื่องการลงทุน สิทธิประโยชน์ อุตสาหกรรม ขยายศักยภาพในการทำอุตสาหกรรมให้ทันสมัยขึ้น รองรับการที่จะปรับเปลี่ยนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ระยะที่ 4 ของโลกใบนี้นะครับ งานทุกงานนี่ หลายงานไม่ใช่กระทรวงเดียวทำสำเร็จ เช่น เรื่องน้ำ มีทั้งกระทรวงเกษตร มหาดไทย ทรัพยากรฯ มีหลายกรมอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าทุกคนต่างคนต่างทำก็จะกระจายเป็นเบี้ยหัวแตกไปทั่ว เหมือนไปขุดตรงนั้น ตรงนี้ แต่ระบบส่งน้ำไม่มี ก็ไปสู่ผู้ใช้น้ำไม่ได้ยังไง แล้วก็บริหารจัดการไม่ได้ นี่คือปัญหาของเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาทำงานในเรื่องของงบประมาณกันใหม่ ทำแผนโครงการกันใหม่ ต้องมีการบูรณาการ ผมจะใช้ตั้งแต่ปี 59 ไปเลย ถึงงบประมาณออกมาแล้ว แผนงานออกมาแล้ว แต่ผมจะจัดเข้ากรอบใหม่ และจะต้องจัดทำตาม Road Map ที่ผมมีอยู่ ปีกว่าๆ นี้ ให้ได้ อย่างน้อยก็ให้เกิดประโยชน์ให้จบเป็นพื้นที่ ตามความต้องการของประเทศ ตามความเร่งด่วนให้ได้ก่อน ทำยังไงจะเกิดขึ้นได้พร้อม ๆ กัน อันนี้เสร็จ อันนี้อาจจะยังไม่เสร็จ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชน แต่ถ้าทุกคนต้องการเท่ากันทั้งหมด ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่ามีความแตกต่าง

- ข้อ 6. คือเราต้องมีการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณใหม่ ซึ่งผมกำลังให้ร่างอยู่ ถึงจะทำให้เกิดการบูรณาการอย่างนั้นได้ เพราะไม่เช่นนั้นต่างคนต่างทำแผน ต่างคนต่างใช้ ต่างคนต่างเบิก ทำสัญญาก็ทำคนละที่หมด วันนี้ต้องมาทำร่วมกัน แล้ววาง Road map ว่าทุกอย่างต้องทำพร้อมกัน เรืองน้ำ ทุกกระทรวงต้องเสนอมาพร้อมกัน เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพร้อมกัน แล้วไปเปิดทำสัญญาพร้อมกัน ผมว่าน่าจะทำได้ กำลังทำอยู่ ถ้าใครไม่เห็นด้วยก็เสนอมาแล้วกัน ผมว่าเป็นสิ่งที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจด้วย ตรวจสอบง่ายขึ้น แล้วก็จับต้องได้

- เรื่องที่ 7. เรื่องการสร้างการรับรู้ รัฐบาลพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจ ถึงแม้ว่าจะมีการต่อต้าน บิดเบือนอยู่มากพอสมควร ผมไม่ทราบว่าด้วยเหตุอะไร วันนี้เราไม่ได้ห้ามใครแสดงความคิดเห็นอันบริสุทธิ์เลย เว้นแต่อย่าทำผิดกฎหมาย เข้าช่องทางที่ไม่ถูกต้อง หรือไปวิพากษ์วิจารณ์โดยเจตนาไม่สุจริต เหล่านี้ผมคิดว่าถ้าท่านยังทำอย่างนี้ต่อไป ก็สร้างความไม่เข้าใจไปมากขึ้น แล้วประโยชน์เกิดกับใคร หรือผลเสียเกิดกับใคร เกิดกับประเทศชาติใช่หรือไม่ แล้วท่านไม่รับผิดชอบกันเลยหรืออย่างไร การที่ไปพูดในต่างประเทศ ไปออกอากาศ ออกสื่อ สื่อก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ก็ขยายความออกไป สื่อดีๆ ก็มีมากอยู่แล้ว ที่พยายามไม่เข้าใจก็มีอยู่ไม่กี่สื่อ เพราะฉะนั้นท่านต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนเห็นต่าง แต่ต้องหาประเด็นเห็นร่วมกันได้ แล้วอย่าไปบิดเบือนว่าตัวเองทำความผิดแล้วจะต้องพ้นผิด เพราะใช้สิทธิมนุษยชน ใช้เสรีภาพ ใช้เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่เวลาวันนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ทุกคนอย่าไปเชื่อมากนัก ก็ไปพิสูจน์กันเอาเองวันหน้าแล้วกัน สิ่งใดที่เป็นภาพลวงตาที่เกิดขึ้น ทำให้ทุกคนลืมไปหมด นึกถึงแต่ตัวเองอย่างเดียว ว่าตัวเองทำอย่างไรจึงจะดีกว่าคนอื่น มีหน้ามีตากว่าคนอื่น มีเงินมีทองใช้มากกว่า อยากมีอำนาจกันทั้งหมดด้วยเงิน ด้วยอิทธิพล ด้วยอะไร ผมว่าเลิกได้แล้ว หลายประเทศเขาเลิกไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเรายังทำแบบเดิม รอรับการช่วยเหลือ ประกอบอาชีพแบบเดิมๆไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการเพิ่มเสริมเติมต่ออะไรก็แล้วแต่ ไม่พัฒนาทั้งความรู้ เทคโนโลยี ไม่ใช้น้ำอย่างประหยัด ทุกอาชีพไม่สุจริต รัฐบาลก็ต้องเข้าเนื้อไปให้เรื่อยๆ ดูแลแล้วเมื่อไรจะพอ แล้วเมื่อไรจะแข็งแรง ต้องช่วยตัวเองบ้าง ฟังบ้างที่พูดออกไป ศูนย์แนะนำต่าง ๆ ก็มีทุกจังหวัด ท่านไม่ฟัง แต่ท่านต้องการ เมื่อให้ไปไม่ได้เพราะไม่ตรงกับสิ่งที่เราวางเจตนารมณ์ไว้ ก็ให้ไม่ได้ ท่านก็กลับมาโจมตีรัฐบาล เพราะฉะนั้นท่านอยากให้รัฐบาลตามใจ ง่ายนิดเดียว ผมก็ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องมาปวดหัว ไม่ต้องมาทะเลาะ ขัดแย้งกับใคร ไม่ต้องหงุดหงิดด้วย ก็ขอร้องพี่น้องแล้วกัน ช่วยกันนิดหนึ่ง แต่ถ้าผิด ต่อไปก็มาว่าผมแล้วกัน ว่ามันผิด ผมจะได้ไม่พูด

- เรื่องที่ 8. คือตัวอย่างที่จะมีการนำพาประเทศชาติไปสู่อนาคตได้ ของรัฐบาลและ คสช. ในวันนี้ก็คือ อาทิเช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการคมนาคมทางราง เพื่อการเชื่อมโยงรถไฟ – รถไฟฟ้า – รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า – รถรางไฟฟ้าล้อยาง กำลังคิดต่อว่าจะทำยังไรในพื้นที่ปริมณฑลที่การจราจรไม่ติดขัดมากนัก ไม่ต้องทำราง ใช้สายไฟข้างบน ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าข้างบน เหมือนที่ต่างประเทศเขาใช้ ทำอย่างไรจะเชื่อมต่อกัน ตรงไหนควรใช้อย่างไร แม้กระทั่งการขนส่งในเมืองใหญ่ หรือในเมืองท่องเที่ยวก็กำลังคิดอยู่ทั้งหมด แต่ถ้าเราไปทำอะไรมาก ๆ เข้าในพื้นที่ที่แออัดอยู่แล้วก็ลำบาก เพราะฉะนั้น กี่รัฐบาลแก้ไม่ได้หมด ต้องแก้ปัญหาเรื่องที่จอดรถอีกด้วย วันนี้ผมให้นโยบายไปทำที่จอดรถใต้ดิน ในพื้นที่ที่แออัดมากๆ จะได้ลดการใช้รถในพื้นที่ที่แออัด คับคั่ง เช่นใกล้ ๆ สถานที่ท่องเที่ยว ใกล้สถานที่ที่เกี่ยวกับการค้า ซึ่งเหล่านี้ทั้งรถ ทั้งคน ลำบากนะ อันตรายด้วย ถ้าเราทำที่จอดรถใต้ดินได้ก็จะดี หรือเป็นที่จอดรถที่มีหลายๆ ชั้น แล้วยกเลื่อนขึ้นลง ต่างประเทศลองดูแล้วกัน ทำได้ไม่ได้ แล้วก็อยากให้เป็นการร่วมทุนของภาคเอกชนบ้าง ก็ดีจะได้ลดภาระของรัฐบาลลงบ้าง ผมขอเชิญชวนบริษัทห้างร้านหรือธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยกันลงทุนได้ไหม เรื่องที่จอดรถใต้ดิน ก็หารือกับกระทรวงการคลัง เป็นเรื่องของที่ดินต่างๆ ที่จะใช้ได้ หรือเป็นที่ด้านธุรกิจอยู่แล้ว เพียงแต่ทำข้างใต้ลงไป ตัวเลขคร่าวๆ ผมจำได้ พื้นที่ใต้ดินเมื่อหลายปีมาแล้วผมทราบว่า 1 คันประมาณ 2-3 ล้าน ถ้าพูดถึง 200 คันก็ประมาณ 6-7 ร้อยล้าน คุ้มค่าหรือไม่ไม่ทราบ วันนี้เท่าไรไม่ทราบเหมือนกัน ไปถามพวกก่อสร้าง

- โครงการรถไฟฟ้า 10 เส้นทางใน กทม. สายสีม่วง บางใหญ่ – เตาปูน สร้างเสร็จแล้ว จะทดลองเดินรถเต็มรูปแบบ พฤษภาคม 2559 ผมเคยนั่งมาแล้ววันทดลอง ก็ดีเหมือนกัน แล้วจะเปิดบริการในเดือนสิงหาคม 2559 เฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถด้วย สายที่ 2 สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง – บางแค บางซื่อ – ท่าพระ ก่อสร้างไปแล้ว 70 % มีทั้งแบบใต้ดินและยกระดับ มีอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของไทย จะเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2562 ผมไปดูแล้วการเจาะอุโมงค์มีความทันสมัยมาก เส้นที่ 3 สายสีเขียว (ตอนใต้) ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ ก่อสร้างแล้ว 70 % จะเปิดให้บริการเดือน กุมภาพันธ์ 2561 และ (4) ส่วนต่อขยาย สายสีเขียว (ตอนเหนือ) ช่วงหมอชิต – คูคต จะเปิดให้บริการ กุมภาพันธ์ 2563 สายสีแดง ช่วงบางซื่อ – รังสิต ก่อสร้างคืบหน้ากว่า 50 % จะเปิดให้บริการ เดือนกันยายน 2563 สายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ – พญาไท – มักกะสัน – หัวหมาก และ สายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ – หัวลำโพง ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและการพิจารณาของ สศช. และ สภาพัฒน์ฯ สายสีส้ม (ตะวันออก) ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี ครม. มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อปลายปี 2558 อยู่ระหว่างการจัดทำราคากลาง จะเริ่มประกวดราคา มกราคม 2559 เริ่มก่อสร้าง มีนาคม 2560 ซึ่งเริ่มไปแล้วในการประกวดราคา ดำเนินการอยู่ มีแผนจะเปิดให้บริการปลายปี 2563 สำหรับสายสีส้มนี้จะเป็นโครงข่ายเส้นแรก เชื่อมแนวขวางของกรุงเทพฯ เรียกว่า East-West จะต้องมีแนวขวางด้วย เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วเราสามารถจะใช้เส้นนี้เชื่อมโยงเข้ากับโครงการรถไฟฟ้าสายอื่น อีก 4 สาย ได้แก่ สายสีแดง สีน้ำเงิน แอร์พอร์ตเรลลิงค์ และสายสีชมพู จะสามารถรองรับผู้โดยสาร ราว 5 แสนคน/วันได้ ต่อไป สายที่ 8 สายสีชมพู มีนบุรี – แคราย และสายที่ 9 สายสีเหลือง ลาดพร้าว – สำโรง ทั้ง 8 และ 9 นี้เป็นรถไฟฟ้ารางเดี่ยว ซึ่งพยายามผลักดันให้เปิดบริการในปี 2563 เป็นโครงการที่เอกชนร่วมทุนกับรัฐกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ PPP เป็นการร่วมทุน สายที่ 10 ส่วนต่อขยาย สายสีม่วง ลงทางใต้ เตาปูน – ราษฎร์บูรณะ ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ผ่านเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน สถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่สำคัญ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ EIA และเกาะรัตนโกสินทร์

- ส่วนการพัฒนาระบบรถไฟรางคู่ ขนาด 1 เมตร เดี๋ยวจะสับสนนะ ผมว่าทางคู่มากกว่า ไม่ใช่รางคู่เดี๋ยวจะเรียกกันผิด ทางคู่คือสวนกันได้ ถ้าเป็นรถไฟเมืองไทยวันนี้ก็มีคู่กันอยู่แล้ว ต้องมีซ้ายขวาไง ทางคู่สวนกันได้ ไม่ต้องวิ่งทับเส้นทางเดียวกัน เขาเรียกว่าทางคู่ วันนี้ก็ต้องใช้คำว่าทางคู่ แต่รางก็เป็นรางคู่อยู่แล้ว ก็เท่ากับ พูดง่าย ๆ ก็มีราง 4 เส้น ไม่เช่นนั้นสับสนไปหมด โดยทางเดี่ยวที่มีอยู่เดิม 4,000 กว่ากิโลเมตร ที่วิ่งสวนกันไม่ได้ ต้องทำเสริมเป็นทางคู่ วิ่งสวนคนละเส้นทาง ในระยะแรก ระยะทาง 905 กิโลเมตร เฉพาะในเส้นทางที่สำคัญในเชิงเศรษฐกิจ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ รองรับการขนส่งสินค้า ขนาดหนัก และเชิงสังคมนะครับ บริการประชาชน ไม่ว่าจะเป็นชั้นประหยัด เพื่อสะดวกในการขนส่งคนระหว่างเมือง จอดทุกสถานี และมีความปลอดภัยขึ้น โดยเฉพาะจุดตัดต่าง ๆ ที่สำคัญสามารถย่นเวลาการเดินทาง โดยไม่ต้องรอสับหลีกราง เพราะสวนกันได้ คนละเส้น ทั้งนี้มี 2 เส้นทาง ที่เริ่มก่อสร้างในเดือน ธันวาคม 2558 ถึงต้นปี 2559 ทำไปแล้ว ได้แก่ ช่วงฉะเชิงเทรา – คลอง 19 – แก่งคอย น่าจะเสร็จได้ในปี 61 แล้วช่วงชุมทางถนนจิระ – ขอนแก่น แล้วเสร็จปี 2562 กับอีก 4 เส้นทาง ที่อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณารายงาน EIA ช่วง ช่วงประจวบคิรีขันธ์ – ชุมพร มาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ ช่วงนครปฐม – หัวหิน ลพบุรี – ปากน้ำโพ จากนั้นจะนำเสนอ ครม. เมื่อผ่านการทำประชาพิจารณ์แล้วให้ ครม. พิจารณาอนุมัติโครงการต่อ

- สำหรับเดิมเรามีเส้นทาง Standard Gage อยู่แล้วคือ 1 เมตร ทุกวันนี้ใช้ 1 เมตรอยู่ รถไฟขนาด 1.435 เมตร เป็นรถไฟอนาคต เพื่อจะเตรียมการสู่ การใช้รถไฟความเร็วสูง อย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่า วันนี้เรายังไปไม่ถึงตรงนั้น การใช้บริการ ขีดความสามารถของผู้ใช้บริการ โดยสารอะไรต่างๆ ยังไม่พร้อม เราก็เตรียมทำไว้ก่อน ทำรางให้สามารถเป็นรถไฟความเร็วสูงได้ในวันหน้า แต่วันนี้เอารถไฟความเร็วปานกลางมาใช้ก่อน นี่คือความแตกต่าง ทุกคนไม่เข้าใจ หลายอย่างมีการปรับเปลี่ยน เช่นเรื่องของราคา เรื่องของสถานี เรื่องของความยาวของรถไฟนี่ ทางรถไฟ เหล่านี้ต่างกันหมด ไม่ใช่เอามาเปรียบเทียบ ของเก่าเท่านี้ ของใหม่ทำไมแพงกว่า อะไรทำนองนี้ ไปดูรายละเอียดเขาพูดหลายครั้งแล้ว มองกันแต่ว่าทุจริต เอื้อประโยชน์ ทำไมไม่มองว่าเราเข้ามาทำอะไร เจตนาคืออะไร จะดีไม่ดีก็แนะนำมา ผมก็พร้อมจะตรวจสอบ ผมก็จะไล่กระทรวงคมนาคมทั้งหมดนั่นแหละ เพียงแต่ขอให้มีหลักการ อย่าไปพูดตามสื่อ เสียหาย เสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะไทย ไม่ว่าจะประเทศไหนก็ตาม คือ 1 ประเทศ ใหญ่เล็กเหมือนกัน ต้องเท่าเทียม ผมไม่ยอมใครอยู่แล้ว

- เพราะฉะนั้นความร่วมมือไทย-จีน ในช่วงกรุงเทพฯ – แก่งคอย ใช้ขนผู้โดยสารอย่างเดียว เพราะว่าอันนี้มีความจำเป็น ส่วนช่วงหนองคาย – นครราชสีมา นครราชสีมา – แก่งคอย และแก่งคอย –มาบตาพุด บริเวณท่าเรือ/นิคมอุตสาหกรรม จะใช้ทั้งขนคนและส่งทั้งสินค้า เดิมมีการพัฒนาทั้งหมดตลอดเส้น วันนี้ไม่ได้แล้ว ดูแล้วความพร้อมบางเส้นทางยังไม่สมบูรณ์เลย เพราะว่าคนบุกรุกมาก ต้องขยายเส้นทาง ต้องเวนคืน ต้องอะไรอีกมากมายไปหมด ท่านไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรไปบ้าง ทำไมช้า ที่ผ่านมาก่อน ๆ หน้านี้จะทำโครงการเสร็จแล้วยกไปเลย ใครทำ ก็ทำไป ทุกอย่างไปทำเองหมด ทำได้หรือไม่ วันนี้ขนาดทำเองทุกอย่าง คิดอย่างนี้ยังไปไม่ค่อยจะได้เลย ความขัดแย้งก็สูง เข้าใจเจตนาของเราด้วย วันนี้ระยะทาง 1.435 เพื่ออนาคต วันหน้าต้องไป 1.435 แน่นอน เพราะกว้าง บรรทุกน้ำหนักได้มากกว่า แล้วก็เชื่อมโยงไปไกล ๆ ไม่ใช่วิ่งแค่นี้ 1.435 วิ่งแค่รอบบ้าน ไม่ใช่เลย เขามีเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก ตะวันออกโน่น ไปถึงยุโรปโน่น เราไม่เริ่มวันนี้จะไปตรงไหนล่ะ ถ้าเริ่มวันนี้เราไม่มีเงิน ก็เริ่มทำเฉพาะรางไปก่อน แล้วเอารถความเร็วปานกลางมาขึ้น อย่างน้อยก็เร็วกว่าความเร็วเดิม รถเก่าเราวิ่งเช้าถึงเย็นถึง ต้องมีการลงทุนตรงนี้ด้วย ไม่ใช่เราจะไปเอื้อประโยชน์ให้กับใคร ๆ จะขายรถไฟไม่ได้วิ่งทางเดียว วิ่ง 2 ทาง วิ่งไปแล้ววิ่งกลับ สินค้าก็ส่งได้ทั้ง 2 ทาง สำคัญเรามีสินค้าส่งสู่เขาได้หรือไม่ มีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการค้า การลงทุนหรือไม่ พัฒนานวัตกรรมหรือไม่ ถ้าไม่ทำยังไงก็เสียเปรียบทั้งชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีรถไฟ หรือไม่มีรถไฟ

- เรื่องที่ 2 โครงการความร่วมมือรถไฟ ไทย – ญี่ปุ่น เรียกว่าแบบ “ชินคันเซ็น” ระยะทางรวม 672 กิโลเมตร อันนี้ กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เฉพาะการขนส่งผู้โดยสาร ยังทำอะไรไม่ได้เลย ศึกษาความเป็นไปได้ก่อน มีความร่วมมือระหว่างกัน เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทยกับญี่ปุ่น แล้วมีความปลอดภัย ในขณะนี้ปลอดภัยที่สุดในโลกของญี่ปุ่น ประเทศหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศ คาดว่าจะศึกษาเสร็จในเดือนมิถุนายน 2559 แล้วก็จะดำเนินการต่อไป มีเงินหรือไม่ ไม่มียังไง ประชาชนจะผ่าน EIA HEIA หรือไม่ เพราะขึ้นทางเหนือ ถ้าอยากได้ก็ต้องลงทุน แล้วทำให้เหมาะสมจะยังไง ขั้นที่ 1 จะเอายังไง แค่ไหน เส้นไหนก่อน เพื่อเป็นการทดลอง แล้วเป็นการให้ประชาชนเข้าใจก่อน บางทีลงทุนมากๆ ก็มีปัญหาอีก

- ส่วนที่ 3 คือ โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง อันนี้เราไปคิดถึงเรื่องการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน ร่วมกับรัฐหรือ PPP Fast Track จำนวน 2 โครงการ 2 เส้นทาง คือ ช่วงกรุงเทพฯ – หัวหิน 211 กิโลเมตร และ กรุงเทพฯ – พัทยา – ระยอง 193 กิโลเมตร อันนี้จะเน้นการการขนส่งผู้โดยสารเช่นกัน ต้องไปดูว่าได้หรือไม่ได้อย่างไร แต่เป็นการวางแผนไว้อย่างนี้ ก็เดินหน้าไปก่อน ไม่ได้ก็ว่ากันมา เราสามารถจะรับนักท่องเที่ยว สามารถไป – กลับในวันเดียวได้ ไม่เสียเวลาเดินทาง เราต้องคิดถึงว่าวันนี้ วันหน้าถ้าเราสามารถขจัดความแออัดในเมืองออกไปได้ ในกรุงเทพฯ ออกไปได้ โดยคนในกรุงเทพฯ สามารถไปทำงานที่หัวหินได้ ไปเร็วกลับเร็ว ไปเช้า กลับเย็นได้ หรือไปเชียงใหม่ ไปเช้ากลับเย็น ก็จะทำให้การเจริญเติบโตไปข้างนอกได้มากขึ้น สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างอะไรต่าง ๆ จะได้ไม่ต้องมาแย่งกันอยู่ในเมืองใหญ่อย่างนี้ นั่นคือเหตุผลของการสร้างความเชื่อมโยง ในเรื่องของการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ก็ต้องมีทั้งคน ทั้งสินค้า ทั้งเร็ว ทั้งช้า บางคนก็ไปเร็ว บางคนก็ไปช้า สินค้าก็ช้าหน่อย ต้องวางแผนเหล่านี้ วางไว้ 20 ปีข้างหน้า ต้องวางแบบนี้

- เรื่องต่อไปคือ เรื่องโครงการพัฒนารถไฟฟ้านะครับ รถไฟฟ้า คือรถที่ใช้แบตเตอรี่ ต้องเติมไฟอะไรต่าง ๆ ระยะแรกเท่านั้นเอง อย่าไปเขียนกันเรื่อยเปื่อยว่ารัฐบาลจะยกเลิกการสนับสนุน อีโค คาร์ ยกเลิกได้ยังไง เราเป็นศูนย์กลางอยู่ อีโค คาร์ 1-2-3-4-5 วันนี้ จะไปเลิกได้ยังไง วันนี้โลกยังใช้อยู่ วันนี้ส่งออกเราก็ดีขึ้น รถไฟฟ้าเพื่ออนาคต เรายังทำไม่ได้หมด อนาคตคืออนาคต แต่วันนี้เราจะคิดได้หรือไม่ ถ้าวันนี้เราซื้อมาทดลองใช้ก่อน แล้วมาดูว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ สามารถสร้างมูลค่าของชิ้นส่วนประกอบได้ ให้กับสถานประกอบการของเราในประเทศ SMEs ทั้งหมด ก็เป็นชิ้นส่วนอะไหล่ของรถไฟฟ้าเหล่านี้ในอนาคต วันนี้ยังทำไม่ได้ อย่างมากก็ได้ตัวถัง แต่สิ่งสำคัญที่สุด ผมต้องเตรียมการวันนี้ คือการพัฒนาเรื่องแบตเตอรี่ลิเทียม ซึ่งต้องใช้ในรถไฟฟ้า วันนี้เรายังไม่พร้อม เราผลิตเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้วันนี้ก็แพง วันนี้รถไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้า รถเมล์ แพงกว่ารถแก๊ส รถน้ำมันหลายเท่า แพงเพราะอะไร แพงเพราะแบตเตอรี่ ตัวรถไม่แพง เรายังทำไม่ได้ทั้งมอเตอร์ ทั้งไฟฟ้า แล้วจะไปวันนี้ได้ยังไง ก็ต้องขอรับการสนับสนุน หรือลงทุนร่วม หรือจากมิตรประเทศพัฒนาต่อไปในอนาคต อย่าไปตกใจ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่ส่งเสริมการทำรถยนต์ในประเทศอีก นี่ชอบไปบิดเบือนผม

- เรื่องรถยานยนต์ไฟฟ้า อาจจะต้องให้คนใช้ได้มากขึ้น ในระยะทางใกล้ ๆ จดทะเบียนให้ได้ ก็กำลังทำอยู่ บางคนบอกว่าจดทะเบียนไม่ได้แล้วจะใช้ได้อย่างไร เราแก้ปัญหาไม่ครบ ให้ใช้นั้น ใช้นี่ ใช้แก๊สโซฮอล์ แก๊สไม่ครบก็เกิดปัญหาหมด ผลิตออกมาก็ขายไม่ออก คนไม่ใช้ ใช้แก๊ส ก็ไม่มีปั้มแก๊ส ก็คิดไม่จบ ดูหนังไม่จบเรื่องซะที เพราะฉะนั้นเราจะต้องส่งเสริมให้ประเทศไทยมีศักยภาพ ให้มีความเชื่อมั่น นโยบายภาครัฐ ภาคธุรกิจ ร่วมมือกับต่างประเทศ ไม่ใช่เขามาเอาประโยชน์จากเราไปฝ่ายเดียว หลายเรื่องกำลังผลักดันอยู่ การวิจัยพัฒนา เพื่อจะนำสู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ในอนาคต รู้จักคำว่า อนาคตหรือไม่ ไม่ใช่วันนี้ ไม่ใช่ปีนี้ ไม่ใช่ปีหน้า ปีโน้น ยังไม่ใช่ อนาคตยังยาว อย่าไปตกใจ เราต้องใช้แนวทาง “ประชารัฐ” ขับเคลื่อน ตั้งเป้าหมาย ยกระดับประเทศไทย ให้เป็นประเทศผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตให้ได้ จะโดยเร็วอย่างไรก็ว่ากันไป เพราะวันหน้าเปลี่ยนแปลงหรือเปล่าไม่ทราบ แหล่งพลังงานเปลี่ยนหรือไม่ แก๊ส น้ำมันจะเป็นอย่างไร ไฮบริด จะใช้ได้หรือไม่ ในวันหน้า วันนี้ไฮบริด มีอยู่แล้ว วันหน้าถ้าพลังงานเปลี่ยน ถ้าเราไม่เตรียมการเอาไว้ ในอนาคตก็เดือดร้อนอีก แต่ไม่ใช่วันนี้ วันนี้ยังไม่เดือดร้อนก็ทดลอง ศึกษา ค้นคว้าวิจัยไปก่อน ให้ราคาถูกลง จะได้ไม่ต้องไปซื้อจากต่างประเทศมาก ใช้กับรถยนต์ไฮบริด อะไรทำนองนี้ ก็ใช้อยู่แล้ว รถไฟฟ้าเต็มระบบค่อยว่ากันอีกที พร้อมหรือยัง ไม่เช่นนั้นจะแก้ปัญหาเรื่องก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ วันนี้ต้องลดโลกร้อนลงให้ได้ แล้วประหยัดเชื้อเพลิง ประชาชนก็มีความสุข

- อันนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศ เป็นก้าวหนึ่งของการปฏิรูปเหมือนกัน เรื่องของคำว่า “ศูนย์กลาง” วันนี้ยังไปไม่ถึงตรงนั้น แต่หลายประเทศนะ เสนอมาแล้วว่าอยากจะมาลงทุนเรื่องรถไฟฟ้าในประเทศไทย ให้เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะเป็น “ฮับ” (ศูนย์กลาง) ของการผลิตรถไฟฟ้าในอนาคต แล้ววันนี้เป็นฮับเรื่องการผลิตยานยนต์อยู่แล้ว เราได้มีการทบทวนเรื่องการใช้รถเมล์ของ ขสมก. อยู่ เดิมจะมีการจัดซื้อรถทั้งหมด จากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ 3,183 คัน แต่ซื้อไม่ได้ วันนี้เปลี่ยนมาเป็นการจัดหารถโดยสารไฟฟ้า 500 คัน อาจจะต้องเช่ามาก่อน 200 คัน คาดว่าจะได้รับรถในปี 2560 นี้ เพื่อจะทดลองใช้ว่าเป็นยังไร ถ้าดี เราจะได้ไปผลิต ซื้อ หรือซื้อมาแล้วให้เราประกอบเอง ใช้ชิ้นส่วนในประเทศต้องไปอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือก ใช้น้ำมัน ใช้แก๊ส มาตลอด แล้วแก้อะไรไม่ได้ทั้งระบบ ตอนนี้กำลังแก้

- เรื่องการจราจรแออัด ลดมลพิษที่จอดรถ ต้องทำเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ในโลกนี้ เขามีรถรางไฟฟ้าเข้ามาอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสริมระบบขนส่งมวลชนเขตเมือง ในเมืองคงลำบากแล้ว เพราะแน่น สมัยก่อนเราเคยมีรถราง วันนี้มีแต่รางไม่มีรถ วันนี้ก็ไปอยู่ข้างนอก ไปเชื่อมโยงข้างนอก ไม่ต้องมีรางใช้ล้อยาง ไปคิดเอา คิดอยู่ เรียกว่า “Light Rail” เหมือน นิวยอร์ก โตเกียว ลอนดอน ปารีส เรียกว่า “City Tram” เหมือน เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ เท็กซัส หรือ “Mono Rail” เหมือน ซิดนีย์ ลาสเวกัส หลายคนเคยไปมาแล้ว ผมก็ไปบางประเทศเท่านั้น แต่ผมก็เห็นมา ผมถึงมาสั่งได้ ก็ไปคิดเอาว่าจะทำได้หรือไม่ คิดต่อไปแล้วกัน สิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือ การบริการประชาชน คือการใช้บัตรใบเดียว ระบบตั๋วร่วม กับทุกบริการขนส่งมวลชน กำลังดำเนินการอยู่ และอะไรต่างๆ ก็ตามที เป็นเรื่องของสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ดูว่าจะทำได้ยังไง ลงทะเบียน ไม่ลงทะเบียน จะทำยังไง คณะกรรมการกำลังคิดกันอยู่ ไม่ใช่สั่งแล้วเลิกแล้วอะไรทำนองนี้ เกิดขึ้นแล้ว บางอย่างเกิดไม่ได้ ต้องพิจารณากันอย่าง โวยวายกันทุกอย่างไป เพราะมีคนไม่เข้าใจ แล้วก็เริ่มก่อนทุกที โดยเฉพาะ Social Media ไม่รู้ก็พูด จินตนาการเอาเองตลอด

- เรื่องการออกแบบสถานี สิ่งที่อำนวยความสะดวกนั้น น่าจะต้องเป็น “อารยสถาปัตย์” ที่รองรับการเดินทางของผู้พิการ ผู้ใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือในการดำเนินชีวิต ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยพักฟื้น ตำรวจ-ทหารผ่านศึก สตรีมีครรภ์ และเด็กเล็กด้วย

- สำหรับ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เพื่อจะช่วยในการถ่ายเทการจราจร โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญต่าง ๆ และเปิดช่องทางสัญจรกรุงเทพฯ – หัวเมืองใหญ่ จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ สายพัทยา – มาบตาพุด สร้างแล้วเสร็จปี 2562 สายบางปะอิน – นครราชสีมา จะลงนาม เมษายน 2559 เสร็จปี 5263 และ สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี จะลงนามสัญญาก่อสร้าง กรกฎาคม 2559 และกำหนดเสร็จปี 2563 เช่นกัน

เรื่องสุดท้าย เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นการเมือง ตลอดระยะเวลาเป็นเดือนมาแล้ว โดยเฉพาะ 2-3 อาทิตย์ที่แล้ว ที่ผ่านมาจนวุ่นวายไปหมดแล้ว ก็ให้เขาทำงานไป ท่านก็ไปศึกษา แล้วท่านก็ไปดูว่าจะลงมติกันยังไง แต่ต้องนึกถึงปัญหาประเทศ ฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง อีกฝ่ายหนึ่งอยากปฏิรูป ฝ่ายหนึ่งไม่สนใจ ประชาธิปไตยอย่างเดียวไปไม่ได้หมด ที่พูดกันทั้งหมดตั้งแต่ต้น ถึงเวลานี้ ผมเหนื่อยที่จะพูด ไปไม่ได้สักอัน ถ้าเรามองอย่างที่เรามองกันทุกวันนี้ ขัดแย้งกันทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นไปดูว่าอะไรสากล อะไรที่ต้องเปลี่ยนผ่าน มีกลไกอะไรบ้าง ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศนั้น สำคัญที่สุดคือ การขาดแคลนน้ำ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เกษตรที่ไม่ใช้เทคโนโลยี ไม่มีเงินทุน ค่าใช้จ่ายในการต้นทุนสูง เราต้องมีมาตรการ มารองรับ ทำยังไง ส่วนนี้ประทังความเดือดร้อน ส่วนนี้สร้างความเข้มแข็ง ส่วนนี้สร้างวงจรการผลิต ส่วนนี้ไปสร้างห่วงโซ่ ต้องมีเงินไปทุกส่วน ไปทุกกิจกรรม ผมถามว่าใช้เงินมากหรือไม่ เราหาเงินเพิ่มได้หรือยัง ก็ต้องไปดูระบบเศรษฐกิจ ว่าเราต้องปรับปรุงเศรษฐกิจ นำเข้าส่งออกยังไง ให้ได้ภาษียังไง เหล่านี้ อย่าไปคิดว่าไม่ใช่เรื่องของใคร หรือของรัฐบาลอย่างเดียว ต้องช่วยเหลือแบ่งปันกัน อย่าคิดว่าต่างคนต่างอยู่ ต่างกลุ่มต่างทำ แล้วก็ไม่เกื้อกูลกัน สิ่งไหนกำไรมาก กำไรน้อยก็ให้ล้มละลายไป ไม่ใช่ ต้องทำอย่างไร ใหญ่ กลาง เล็กถึงจะเชื่อมโยงสร้าง สร้างขึ้นมา เล็ก มากลาง กลางมาใหญ่ ใหญ่ไปใหญ่มาก ถึงจะไปอย่างนี้ ถึงจะลงมาสู่ประชาชน ทุกนต้องเผื่อแผ่น “จิตสาธารณะ” ใช้หลักเกณฑ์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ได้ดำรงชีวิตให้ได้และมีภูมิคุ้มกันตนเอง และกลไกบ้าน-วัด-โรงเรียน ตามแนวทางพระราชดำริ ทำให้สังคม ปลอดภัย มั่นคง ปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน

- สิ่งสำคัญคือ การเคารพกฎหมาย จิตสำนึก อุดมการณ์ ประเทศชาติมาก่อน เคารพกระบวนการยุติธรรม รู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้เสรีภาพตามกฎหมาย อย่าไปรบกวนคนอื่นนะ เป็นพื้นฐานของ “ประชาธิปไตย” ที่ถูกต้อง อย่ามองเลือกตั้งอย่างเดียว ถือเสียงส่วนใหญ่ ไม่สนใจส่วนน้อย เรียกร้องสิทธิอย่างเดียว ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกัน ไม่ช่วยตัวเอง ไม่เข้มแข็ง หรือเป็นการทำอะไรก็ตามที่ผิดกฎหมาย หรือแสดงความเห็นต่าง ความไม่ร่วมมือ ตามสื่อ ตาม Social Media โดยที่ไม่มีข้อมูล ข้อเท็จจริง ผมคิดว่าหลาย ๆ อันผิดกฎหมาย ผมเข้าใจว่ามันผิดกฎหมายนะ กำลังดูอยู่นะ การพูดจาที่ไม่มีสาระ ไม่มีหลักฐานนี่ พูดเรื่อยเปื่อย อาจจะผิดกฎหมายด้วย ไม่ได้ขู่ เดี๋ยวหาว่าผมขู่อีก ผมไม่ชอบ คำ 2 คำนี้ ขู่ หรืออะไร จ้อ โม้ อะไรทำนองนี้ ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเป็นทหาร ผู้บัญชาการทหารบกเก่า ผมเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูป ไม่ใช่หมู หมา กา ไก่ เพราะฉะนั้นจำไว้ด้วย

 

สรุปสาระโดย: กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ข้อมูลจาก: เว็บไซต์รัฐบาลไทย        

 
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป