กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน มหัศจรรย์พันธุ์นก

มหัศจรรย์พันธุ์นก

พิมพ์ PDF

(14  สิงหาคม  2552)   สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ  (อพ.)   จัดเสวนา คุยกัน...ฉันท์วิทย์ เรื่อง “มหัศจรรย์พันธุ์นก ปี 2  กับแฟนพันธุ์แท้ดูนก”  โดยมีนายวัชระ   สงวนสมบัติ  นักวิชาการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา  (แชมป์แฟนพันธุ์แท้ดูนก 2 สมัย ปี 2003และ ปี  2007)  ให้ความรู้   ณ  เวทีกลาง  งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  ปี 2552  ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค  เมืองทองธานี

 

 

 

นายวัชระ  สงวนสมบัติ  กล่าวว่า   มีรายงานชนิดของนกในประเทศไทยแล้ว 998 ชนิด เป็นอย่างน้อย  จากมากกว่า 9900 ชนิดทั่วโลก    ซึ่งนกแต่ละชนิดต่างก็มีวิธีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันไป    หลายชนิดมีการใช้ชีวิตที่น่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสรีระของมันเอง  การหาอาหาร  พฤติกรรม  และการทำรังวางไข่ ฯลฯ    อาทิ   นกแสก นกผีที่บินไปเกาะบ้านใครแล้วจะมีคนตาย ? จริงๆ แล้วเป็นเพียงความเชื่อที่งมงายและเล่าต่อกันมาเท่านั้น ถ้าเอาความจริงทางวิทยาศาสตร์จะพบว่านกแสกสร้างประโยชน์ให้กับมนุษย์มากมายด้วยซ้ำเพราะนกแสกกินหนูซึ่งเป็นศัตรูสำคัญทางการเกษตร  ปัจจุบันมีการนำนกแสกไปเลี้ยงเพื่อกำจัดหนูในสวนปาล์มน้ำมันทำให้ลดค่าใช้จ่ายจากยาฆ่าหนูเป็นจำนวนมากและได้ผลผลิตมากขึ้น  นกแสก 1 ตัว กินหนู 700 ตัว/ปี  นกแสกสามารถล่าเหยื่อได้แม้จะไม่มีแสงสว่างเลย   เพราะมันใช้หูฟังเสียงของเหยื่อแล้วกะตำแหน่งเหยื่อได้อย่างแม่นยำ  นกจาบคากินแมลงมีพิษ   เป็นการลดการแก่งแย่งอาหารจากนกกินแมลงชนิดอื่นๆ ที่กินอาหารเหมือนๆ กัน แต่นกจาบคาก็ต้องมีวิธีการกินไม่ให้ผึ้งหรือต่อต่อยปากได้ โดยมันมีปากยาวโค้งไว้จับตัวผึ้ง   ซึ่งผึ้งก็จะต่อยโดยแต่ปากแข็งๆ ไม่เป็นอันตรายต่อตัวนก จากนั้นนกจาบคาจะฟาดตัวผึ้งกับกิ่งไม้ที่เกาะจนเหล็กในหลุดแล้วมันจึงจะกิน   นกกาเหว่า ไม่ทำรังเองแต่ออกไข่ให้นกอื่นฟัก  นกกาเหว่าและนกคัคคูอื่นๆ เป็นนกปรสิต ที่จะวางไข่ให้นกชนิดอื่นๆ ฟัก สำหรับนกกาเหว่าชอบไปวางไข่ในรังของนกอีกา โดยจะเข้าไปวางไข่หลังจากที่อีกาออกไปหากินแล้ว ในรังของอีกาหนึ่งรังสามารถพบไข่ของแม่นกกาเหว่าได้หลายตัว ปกติก่อนการวางไข่ของแม่นกกาเหว่ามันจะพยายามทำลายไข่ของนกอีกาเสียก่อน แล้วจึงวางไข่ของตัวเองแทนที่ แต่จะไม่ทำลายไข่ของนกอีกาจนหมด และบางครั้งก็ไม่พบว่ามีการทำลายไข่ในบางรัง เมื่อวางไข่แล้วมันจะปล่อยเป็นหน้าที่ของนกอีกาฟัก โดยใช้เวลา 18 - 20 วัน ลูกนกกาเหว่าจะออกจากไข่เร็วกว่าลูกนกอีกา และจะได้รับการป้อนอาหารจากแม่นกอีกาทันทีพร้อมทั้งทำการฟักไข่ลูกนกของตนเองไปด้วย ซึ่งในระยะนี้แม่นกกาเหว่าเองก็จะแอบมาป้อนอาหารให้กับลูกนกของตัวเองด้วย ในช่วงที่นกอีกาออกไปหาอาหาร ลูกนกกาเหว่ามักจะไม่ทำล้ายลูกนกอีกาเหมือนเหล่านกคัดคูชนิดอื่นอาจเนื่องมาจากขนาดตัวที่เล็กกว่า แต่ถ้าแม่นกกาเหว่าวางไข่ในรังของนกที่มีขนาดเล็กกว่าเช่น นกเอี้ยง นกกิ้งโคลงเป็นต้น ลูกนกกาเหว่าก็จะกลับมีพฤติกรรมเหมือนเหล่านกคัดคูทั่วไป    นอกจากนกกาเหว่าแล้วยังมีนกบางพวกที่มีนิสัยเช่นนี้เช่นเดียวกัน เช่น นกพรานผึ้งที่จะไปวางไข่ให้นกหัวขวานเลี้ยงให้ หรือนกเป็ดน้ำบางชนิดก็แอบไปออกไข่ในรังเป็ดชนิดอื่นๆ  นกคอพัน ทำท่าเหมือนงูขู่ศัตรู   เป็นวิธีการเอาตัวรอดมีความสามารถที่หมุนคอได้360 องศา เวลาตกใจหรือขู่ศัตรูจะหมุนคอเพื่อให้ศัตรูคิดว่าเป็นงูที่เตรียมตัวจะฉก นอกจากนี้มันยังมีลิ้นที่ยาวที่สุดชนิดนึ่ง
นกที่บินสูงที่สุดในโลก  ก็ต้องเป็นนกแร้งรัพเพล บินได้สูงถึง  11,277 เมตร หรือบินได้สูง 11 กิโลเมตร  ที่ทราบว่าบินได้สูงขนาดนี้ก็เพราะเมื่อวันที่  29  พฤศจิกายน  พ.ศ.2516  เครื่องบินพาณิชย์ลำหนึ่งชนกับนกในขณะที่บินอยู่ในน่านฟ้าของสาธารณรัฐโกตดิวัวร์  (มีเมืองหลวงชื่อกรุงยามุสซุโกร)  ผลของการชนกันระหว่างนกกับเครื่องบิน  ทำให้เครื่องยนต์เครื่องหนึ่งดับใช้การไม่ได้  เครื่องบินต้องหาทางร่อนลงจอดโชคดีที่จอดได้อย่างปลอดภัยพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาของสหรัฐอเมริกาเป็นผู้พิสูจน์ว่า  ขนนกที่ติดอยู่ในเครื่องบินนั้น  เป็นขนของนกแร้งรัพเพลจริง
สำหรับประเทศไทยนกชนิดที่พบว่ามีการบินสูงมาก ๆ  ก็น่าจะเป็นห่านหัวลาย ซึ่งเป็นนกอพยพหายากมากชนิดหนึ่ง  ห่านหัวลาย เป็นห่านที่แพร่พันธุ์ในเอเชียกลางและในฤดูหนาวจะอพยพข้ามเทือกเขาหิมาลัยไปสู่ที่ลุ่มในปากีสถาน  ถือกันว่ามันเป็นนกที่บินได้สูงที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง  โดยเคยพบว่ามันบินได้สูงถึง 30,000 ฟุต (9 กิโลเมตร)
นกเหยี่ยวมีดวงตาที่ดีมากมองเห็นแบบกล้องส่องทางไกล  ดวงตานกล่าเหยื่อมีสายตาที่ดีมาก   เช่น  เหยี่ยวในกลุ่ม Falcons หรือเหยี่ยวปีกแหลมสามารถเห็นนกพิราบ จากระยะไกลเกือบ     1,000 เมตร เช่นเดียวกับอีแร้งสามารถจำแนกเป้าหมายที่ขนาดเพียงเท่าผลแอปเปิ้ลจากระดับความสูง 3,650 เมตร ตรงกัน ดวงตาของนกล่าเหยื่อกลางวันถูกกำหนดให้อยู่ระหว่างทั้งข้างศีรษะและข้างหน้าของใบหน้า  เหยี่ยวค้างคาวเป็นเหยี่ยวที่ต่างจากเหยี่ยวอื่นๆ มากเพราะหากินตอนใกล้ค่ำหรือโพล้เพล้ เพราะกินค้างคาวเป็นอาหารหลัก เหยี่ยวค้างคาวมดวงตากลมโตสีเหลืองสุกใส ทำให้มันสามารถมองเห็นเหยื่อเหล่านี้ได้ดีในเวลาโพล้เพล้ วิธีการล่าเหยื่อของเหยี่ยวค้างคาวนั้นจะแตกต่างจากเหยี่ยวชนิดอื่น ๆ มันจะบินวนเวียนอยู่เหนือบริเวณที่มันออกล่าเหยื่อด้วยความเร็วสูง มองหาเหยื่อทั้งที่บินอยู่เหนือตัวของมัน บินอยู่ต่ำกว่าตัวของมัน และบินอยู่ข้าง ๆ ตัวของมันด้วย ผิดกับเหยี่ยวชนิดอื่น ๆ ซึ่งมักจะมองหาเหยื่อเฉพาะที่บินหรือเกาะอยู่ต่ำกว่าตัวของมันเท่านั้น
นกบางชนิด เช่นนกฮัมมิงเบิร์ด นกอีเสือ เหยี่ยวใหญ่  ในสกุล Buteo มองเห็นแสงอัลตราไวโอเล็ต ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เหยี่ยวเคสเตรลเป็นหนึ่งในนก ที่สามารถมองเห็นแสงอัลตราไวโอเล็ตด้วยตาเปล่า และใช้ประโยชน์เป็นเทคนิคล่าเหยื่อ ได้แก่หนูตามพื้นดิน หรือในทุ่งหญ้า โดยปกติ หนูมักจะทิ้งรอยปัสสาวะหรือมูลไว้ตามเส้นทางที่หนูใช้เป็นพื้นที่หากิน หรือเข้ารูนอน และในปัสสาวะหรือมูลของหนู ประกอบด้วยสารบางอย่างที่สะท้อนแสงอัลตร้าไวโอเล็ตได้ ดังนั้นเหยี่ยวเคสเตรล จึงใช้ร่องรอยที่สะท้อนแสงอัลตราไวโอเล็ตของปัสสาวะหรือมูลของหนูเป็นเป้าหมายในการกำหนดพื้นที่หากินว่าพื้นที่ที่พบร่องรอยดังกล่าวมีหนูอาศัยอยู่ เหยี่ยวจะใช้เวลามากขึ้น เพื่อค้นหาเหยื่อในบริเวณดังกล่าว โดยอาศัยการกระพือปีกอยู่กับที่เป็นระยะ ๆ  เพื่อค้นหาหนูที่ซ่อนตัวอยู่ในทุ่งหญ้า หรือวัชพืชอื่น ๆ อันรกชัฏ ดังนั้นคุณสมบัตินี้ในเหยี่ยวเคสเตรล เป็นเทคนิคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการล่าเหยื่อ นอกเหนือไปจากการล่าเหยื่อด้วยสายตา  และเสียง โดยนักวิจัยพบว่าเหยี่ยวเคสเตรลตัวเต็มวัย มีความชำนาญในการใช้เทคนิควิธีนี้มากกว่า (ทำให้มีโอกาสล่าหนูได้ประสบผลมากกว่า) ลูกเหยี่ยว ที่ไม่มีประสบการณ์ล่าหนูมาก่อน ผลการวิจัยครั้งนี้ บ่งชี้ว่าแม้การมองเห็นแสงอัลตราไวโอเลต จะเป็นคุณสมบัติมีมาแต่กำเนิดของเหยี่ยวเคสเตรล โดยไม่ต้องได้รับการอบรมจากพ่อแม่เหยี่ยว เมื่อลูกเหยี่ยวออกจากรัง (ลูกเหยี่ยวเคสเตรลต้องล่าเหยื่อด้วยตนเอง ปราศจากการช่วยเหลือหรือการอบรม สั่งสอนเทคนิคการล่าเหยื่อจากพ่อแม่) แต่ลูกเหยี่ยวต้องฝึกฝนการใช้เทคนิคนี้ ช่วยในการล่าเหยื่อให้ชำนาญมากขึ้น ตามประสบการณ์ ซึ่งเหยี่ยวต้องพึ่งพากระบวนการเรียนรู้นั่นเอง
 

นายวัชระ  กล่าวต่อว่า  ภาวะโลกร้อนไม่ใช่นิทานหลอกเด็ก สภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติปกติที่เคยเกิดขึ้นกับโลก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้รวดเร็วเกินกว่าครั้งใดๆ จนเชื่อได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ “ผิดธรรมชาติ” อันเป็นผลมาจากน้ำมือมนุษย์นั่นเอง นักดูนกอาจสังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกได้โดยตรง นกหลายชนิดที่ปกติจะต้องอพยพย้ายถิ่นจากเขตหนาวลงมายังเขตร้อนในช่วงฤดูหนาวกลับไม่อพยพลงมา เนื่องจากฤดูหนาวในตอนบนของทวีป ไม่หนาวจัดจนเป็นปัญหาต่อการดำรงชีพอย่างในอดีต หรือบางตัวที่อพยพลงมาก็บินกลับไปถิ่นหนาวเร็วขึ้นกว่าที่เคยมีบันทึกไว้แต่ก่อน หลายสัปดาห์ (เช่น บินอพยพกลับไปตั้งแต่มีนาคม แทนที่จะเป็นเมษายนเป็นต้น)
การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและความแห้งแล้งส่งผลต่อปริมาณและจังหวะเวลาของการออกดอก ออกผลของไม้ป่าหลายชนิด นกที่กินผลไม้เป็นหลักอย่างนกเงือก นกโพระดก จึงได้รับผลกระทบโดยตรงผลการศึกษาระยะยาวของโครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือกที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้ ระยะเวลาตั้งแต่นกเข้าโพรงรัง ออกไข่ เลี้ยงลูกจนลูกนกออกจากโพรงรัง ของนกกก หรือ นกกาฮัง ยืดเวลาออกจากเดิมเฉลี่ย 120 วันเป็นราว 140 วันในปัจจุบัน สาเหตุหนึ่งอาจเนื่องจากผลไม้ที่เป็นพืช อาหารนกไม่เพียงพอนั่นเอง
 

ที่น่าสนใจคือ ตอนนี้มีการค้นพบนกชนิดใหม่ของโลกที่กำลังรอการตีพิมพ์เผยแพร่และประกาศอย่างเป็นทางการคือนกที่มีชื่อว่า Bare-faced Bulbul Pycnonotus hualon พบในถิ่นอาศัยแบนเขาหินปูนในประเทศลาว แสดงให้เห็นว่ายังมีอีกหลายพื้นที่ที่ยังสำรวจไม่ทั่วถึงแม้จะมีการศึกษาและดูนกกันมาเป็นเวลานาน สำหรับประเทศไทยควรให้ความสำคัญในการศึกษาทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้มากกว่านี้เพราะน่าจะยังมีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่อีกไม่น้อยเลยทีเดียว นายวัชระ กล่าวทิ้งท้าย

ท่านสามารถติดตามข่าวสาร  การจัดเสวนา คุยกัน..ฉันท์วิทย์  ของกลุ่มงานประชาสัมพันธ์
สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   ได้ที่   http://www.most.go.th/scitalk สนับสนุนข้อมูลโดย :  องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
 

 

ผู้เขียนข่าว  :  กมลวรรณ  เอมสมบูรณ์
                       กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 

 
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป