“พิเชฐ” แถลงผลงาน 1 ปี ยัน วท.เป็นข้อต่อที่แข็งแกร่ง เพิ่มความสามารถแข่งขัน วางโครงสร้างพื้นฐานให้ประชาชน ตอบโจทย์ร่วมมือลงทุน

พิมพ์

 

         ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) แถลงผลงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในรอบ 1 ปีว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ทำงานเชิงรุกตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเห็นอุตสาหกรรมชั้นนำ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โอท็อป รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ (Startup)มีความเข้มแข็ง ซึ่ง วท.ได้เข้าไปมีบทบาทในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มดังกล่าว โดยการผลักดันโครงการ  ฟู๊ดอินโนโพลิส (Food Innopolis) เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร โดยโครงการดังกล่าวพร้อมเปิดให้บริการตั้งแต่ต้นปี 2559 โครงการ คูปองนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเอสเอ็มอีสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีเป้าหมายสนับสนุนให้เอสเอ็มอี นำองค์ความรู้หรือผลงานวิจัยมาสร้างนวัตกรรมและนำร่องสร้างต้นแบบเชิงพาณิชย์ ส่งเสริมเครือข่ายผู้ให้บริการนวัตกรรม  และเป็นครั้งแรกที่บริหารโครงการร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดการต่อยอดและเอกชนรับลูกไปสานต่อกันเองมากขึ้นต่อไป 
 
       นอกจากนี้ยังเร่งสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ หรือ Startup Voucherเพื่อผลักดันธุรกิจให้เข้าสู่กระบวนการเร่งการเจริญเติบโต โดยให้คำปรึกษา รับการอบรมทั้งด้านการสร้างความคิด การพัฒนา การออกแบบด้านธุรกิจ การสร้างต้นแบบ การศึกษาตลาด การสำรวจตลาด รวมถึงการเชื่อมโยงธุรกิจให้เข้าถึงแหล่งทุนที่เหมาะสม การจัดเวทีประกวดนวัตกรรม ฯลฯ ทั้งนี้จะเป็นแบบอย่างให้เศรษฐกิจนวัตกรรมที่มี Startup เป็นดาวรุ่งดวงใหม่เกิดขึ้นทวีคูณโดยการริเริ่มสร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ที่ทันสมัย เพื่อชักนำให้มีนักสร้างสรรค์ไปพร้อม ๆ กับนักลงทุนในธุรกิจสมัยใหม่ที่มีความเสี่ยงแต่ผลตอบแทนสูงได้ (Venture Capital) โครงการหิ้งสู่ห้าง 30,000 บาท ทุก IP ซึ่งเป็นการ  ต่อยอดความสำเร็จของโครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าถึงสิทธิในการใช้ผลงานที่มีการจดสิทธิบัตร 3-5 ปี และมีค่าธรรมเนียมเพียง 30,000 บาท เป็นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งเพื่อนำงานวิจัย จากหิ้งมาแต่งตัวเข้าห้าง คาดว่าจะมีมหาวิทยาลัยจำนวนมากที่จะเข้าโครงการ 
         ดร.พิเชฐ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอี วท. ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 986 ล้านบาท  เพื่อสร้างขีดความสามารถและสร้างความเป็นเลิศของเอสเอ็มอี โดยอาศัยกลไกเครือข่ายมหาวิทยาลัย และขยายการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย หรือ ITAP เพื่อสร้างความเข้มแข็งโดยแก้ไขปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้เอสเอ็มอี มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์เดิม หรือ พัฒนาให้ได้ระบบมาตรฐาน โดยให้การสนับสนุนเอสเอ็มอีที่เข้าโครงการสามารถพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยี ไปทั้งสิ้น 4,425 ราย โดยรัฐจัดหาผู้เชี่ยวชาญพร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่าย (Matching fund) กึ่งหนึ่ง เป็นโอกาสของเอสเอ็มอีไทย ที่รัฐให้การสนับสนุนในการยกระดับคุณภาพการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ประกอบการหลายรายขยายผลไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่และลงทุนวิจัยมากขึ้นโดยลำดับ 
         ขณะเดียวกัน ยังเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการโอท็อป ด้วย วทน. 5 ภูมิภาค โดยบูรณาการงานร่วมกับจังหวัดเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโอท็อปและผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ รวมทั้งการจัดระบบการสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของประกอบการ วทน. ที่ครอบคลุมการจัดระบบพี่เลี้ยง ที่ปรึกษาเทคโนโลยี เชื่อมโยงการบริการด้านการตลาดและการเงิน ทำให้ชุมชนตระหนักถึงมิติคุณภาพของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ก่อนส่งให้การตลาดต่อไป นอกจากนี้ยังมีมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม 300% โดยความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เพิ่มการลงทุนวิจัยและพัฒนาของประเทศโดยรวมให้ได้ 1% ของจีดีพี รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาของเอกชนกับภาครัฐ เป็น 70 ต่อ 30 
         ดร.พิเชฐ กล่าวด้วยว่า วท. ได้ดำเนินการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต ได้แก่ โครงการ ทาเลนท์โมบิลิตี้ (Talent Mobility) เพื่อแก้ปัญหาการกระจุกตัวขององค์ความรู้ที่อยู่กับบุคลากรในภาครัฐ ให้สามารถถ่ายทอดไปสู่ภาคเอกชนได้ โดยจูงใจให้นักวิจัยในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของรัฐสามารถไปปฏิบัติราชการในภาคเอกชน บัญชีนวัตกรรม มีการรวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทย และได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมในประเทศหรือมาตรฐานสากลแล้ว โดยปัจจุบันมีสินค้าและบริการขอเข้ารับการขึ้นทะเบียนแล้วถึง 1,322 รายการและยังเปิดให้บริการกับผู้ที่สนใจผ่านเว็บไซต์ www.innovation.go.th โดยร่วมมือกับสำนักงบประมาณในการจัดทำบัญชีความต้องการจัดซื้อของภาครัฐเพื่อเป็นตลาดภาครัฐให้กับนวัตกรรมไทย โดยปรับระบบการจัดซื้อจัดจ้างทางภาครัฐให้เอื้อต่อธุรกรรม ทั้งนี้ สิ่งที่ วท. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องคือ การพัฒนาบุคลากรควบคู่ไปกับพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสนับสนุนภายในประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเมกะโปรเจ็กต์ด้านระบบขนส่งทางราง 
 
         นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการฐานข้อมูลห้องปฏิบัติการเพื่อการรับรองมาตรฐานและคุณภาพ สำหรับการบริการภาคอุตสาหกรรม โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบมาตรฐานจาก 10 กระทรวงเชื่อมโยงฐานข้อมูล ทั้งการออกใบรับรองและห้องปฏิบัติการทดสอบในประเทศ นอกจากนี้ยังทดสอบการให้บริการของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯผ่านเว็บไซต์ one stop service ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  เป็นการให้บริการแบบครบวงจร สามารถทำรายการส่งตัวอย่างทดสอบ และตรวจสอบติดตามการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์เดียว ซึ่งมีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็วโดยจะเปิดตัวให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป รมว.วท. กล่าว 
         ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิเชฐ กล่าวว่า วท.ได้ดำเนินโครงการสร้างเครือข่ายบริหารจัดการน้ำชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขยายผลสู่หมู่บ้าน โดยการนำความรู้ไปให้ชาวบ้านได้เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการน้ำโดยใช้แผนที่ดาวเทียม ข้อมูลระบบโทรมาตรและเทคโนโลยีสารสนเทศจาก www.thaiwater.net เพื่อการบริหารจัดการน้ำในชุมชน รวมถึงการพัฒนาตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ การแปรรูปสินค้าทางการเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร อันเป็นการสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ นอกจากนี้ ยังใช้ เทคโนโลยีดาวเทียมเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน การบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ตลอดจนน้ำท่วมน้ำแล้ง ขณะเดียวกันยังใช้ดาวเทียมเพื่อการพัฒนา โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กำลังดำเนินการจัดหาดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนาดวงที่สอง รองรับการตัดสินใจเชิงนโยบายในระดับประเทศถึงระดับพื้นที่ ตลอดจนการบูรณาการการใช้ดาวเทียมเพื่อการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผังเมือง น้ำ และอุบัติภัย เป็นต้น
         ส่วนความร่วมมือต่างประเทศ ดร.พิเชฐ กล่าวว่า ได้มีการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น นอกเหนือจากความร่วมมือระดับหน่วยงาน อาทิญี่ปุ่น มีความร่วมมือด้านการสนับสนุนทุนทางด้านพัฒนานโยบายเทคโนโลยี Climate Change ความร่วมมือพัฒนาวิศวกรคุณภาพตลอดจนความร่วมมือด้านอวกาศ สำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีน ล่าสุดมีการหารือโดยผู้นำระดับสูงในการเร่งสร้างความร่วมมือด้าน ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีระบบราง การสร้างเศรษฐกิจนวัตกรรมและอุทยานวิทยาศาสตร์ เพื่อการพัฒนาภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก และกำลังขยายผลความร่วมมือด้านอวกาศ โซลาเซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ สำหรับสหพันธรัฐรัสเซีย กำลังจัดทำความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนบุคคลากรวิจัย ใน 5 สาขา ได้แก่ เทคโนโลยีนาโน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีอวกาศ มาตรวิทยา และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และสำหรับสหราชอาณาจักร โดยมีกองทุนความร่วมมือนิวตัน เพื่อการวิจัยร่วมและการสร้างนวัตกรรม ส่วนในประเทศเพื่อนบ้านเช่น สปป.ลาว มีความร่วมมือด้าน วทน. ครอบคลุม 14 สาขา ที่ไทยให้ความช่วยเหลือสนับสนุน นอกจากนั้นยังมีอีกหลายประเทศที่อยู่ระหว่างการหารือและจะมีความร่วมมือให้แน่นแฟ้นขึ้นในอนาคต ได้แก่ อียู สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส เกาหลี  และประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นต้น
 
 
ประสานงานได้ที่ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 02-333-3700 ต่อ 3727 – 3732 โทรสาร 02 -333 -3834 
E-mail :    อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313