กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน “ภาชนะบรรจุอาหารได้มาตรฐาน ปลอดโรค ปลอดภัย”

“ภาชนะบรรจุอาหารได้มาตรฐาน ปลอดโรค ปลอดภัย”

พิมพ์ PDF

(14  พฤษภาคม  2552)   สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.)  จัดเสวนา คุยกัน...ฉันท์วิทย์ เรื่อง "กรมวิทยาศาสตร์บริการเชี่ยวชาญงานวิเคราะห์ : ภาชนะบรรจุอาหาร” โดยมี รศ.ดร.วีระพงษ์  แพสุวรรณ  รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และโฆษกกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  เป็นประธานกล่าวเปิดเสวนา  พร้อมด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นางสุมาลี ทั่งพิทยกุล  นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญโครงการวิทยาศาตร์ชีวภาพ  นางจินตนา  ลีกิจวัฒนะ  นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษโครงการฟิสิกส์และวิศวกรรม  และ ดร.มานพ  สิทธิเดช  นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษโครงการเคมี  กรมวิทยาศาสตร์บริการ  ร่วมให้ความรู้ในเวที  ณ  บริเวณห้องโถง ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

 

 

 

            รศ.ดร.วีระพงษ์   แพสุวรรณ  รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  กล่าวว่า การบริโภคอาหารในแต่ละวันต้องใช้ภาชนะบรรจุอาหาร  และก่อนที่จะใช้ภาชนะ  ควรเลือกที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการใช้  เพราะภาชนะบรรจุอาหารแต่ละชนิด    มีคุณสมบัติและส่วนประกอบของสารต่าง ๆ แตกต่างกัน  ดังนั้น  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกภาชนะบรรจุอาหารที่เหมาะสมกับประเภทของอาหาร  ซึ่งจะช่วยป้องกันอันตรายจากสารเคมีได้   และ ที่สำคัญต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการยืนยันในระดับหนึ่งว่าสินค้าเหล่านั้นได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ว่าได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยในการบริโภค   กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โดย  กรมวิทยาศาสตร์บริการ  (วศ.)  เป็นองค์กรหนึ่งที่ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบความปลอดภัยของภาชนะบรรจุอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข  ทดสอบทางกายภาพ  และทดสอบสารปนเปื้อนของภาชนะบรรจุเพื่อรองรับระเบียบ  EU  ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ชั้นสูง  พร้อมที่จะให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรม  ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล

            นางสุมาลี   ทั่งพิทยกุล  นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญ โครงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กล่าวว่า การให้ความรู้เกี่ยวกับการทดสอบความปลอดภัยของภาชนะบรรจุอาหาร  ซึ่ง  วศ.  มีการให้บริการทดสอบความปลอดภัยของภาชนะบรรจุอาหาร  ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข  ฉบับที่ (92) 2528  ซึ่งเป็นภาชนะเซรามิกและภาชนะโลหะชนิดต่าง ๆ  เช่น  โลหะเคลือบสำหรับหุ้งต้ม  ยกเว้นภาชนะพลาสติก  ซึ่งควบคุมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข  ฉบับที่ 295 (2548) มีภาชนะพลาสติก 11  ประเภท  ในการทดสอบความปลอดภัยของภาชนะพลาสติกตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขจะอ้างอิงตามมาตรฐานญี่ปุ่น  ซึ่งแตกต่างจากการทดสอบความปลอดภัยตามกฏระเบียบของสหภาพยุโรป  เนื่องจากสหภาพยุโรปมีการกำหนดสารปนเปื้อนและสารตกค้างในพลาสติกมาก   นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ซึ่ง  วศ.  มีส่วนร่วมในการให้บริการทดสอบพลาสติไซเซอร์ที่ใช้ประกอบประเก็นพลาสติกใช้กับฝาโลหะในขวดแก้ว  ซึ่งเป็นปัญหาของผู้ประกอบการในขณะนี้เพราะสินค้าดังกล่าวอยู่ในรายการเฝ้าระวังภัยของยุโรป  ซึ่งขณะนี้  วศ.  สามารถให้บริการพลาสติไซเซอร์ในภาชนะบรรจุและอาหาร  ได้แล้ว  ให้บริการประมาณ 10  บริษัท  ซึ่งเป็นบริษัทส่งออกอาหารสำเร็จรูป

            ด้าน  นางจินตนา  ลีกิจวัฒนะ  นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ โครงการฟิสิกส์และวิศวกรรม  กล่าวถึง  การทดสอบภาชนะบรรจุทางกายภาพว่า  สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้กำหนดมาตรฐานบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้บรรจุอาหาร  ทั้งที่เป็นถุงพลาสติก กระสอบพลาสติก  รวมทั้งเป็นภาชนะบรรจุอาหาร  ไว้   โดยในมาตรฐานจะกำหนดสมบัติทางฟิสิกส์ ได้แก่ มิติ  คือความกว้าง ความยาว และความหนา  ความต้านแรงดึงสูงสุด  ความยืด ความทนแรงกระแทก ความแข็งแรงของตะเข็บ การรั่ว ความคงทนของการพิมพ์  และความทนอุณหภูมิ  แต่ละผลิตภัณฑ์จะมีการกำหนดสมบัติแตกต่างกันไปแล้วแต่ลักษณะการใช้งานของผลิตภัณฑ์นั้นๆ  แต่ที่ทุกผลิตภัณฑ์จะต้องทดสอบคือ เรื่องของมิติ   ความต้านแรงดึง การยืดตัว  และความทนแรงกระแทก ซึ่งเป็นสมบัติพื้นฐานที่สำคัญที่จะบอกได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆมีความแข็งแรงสามารถนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  วศ. สามารถทดสอบสมบัติทางฟิสิกส์และเชิงกล

            ดร. มาณพ   สิทธิเดช   นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ โครงการเคมี  กล่าวในการเสวนาว่า  การทดสอบสารปนเปื้อนของภาชนะบรรจุเพื่อรองรับระเบียบ EU โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ชั้นสูง และการทดสอบสารต้องห้ามในชิ้นส่วนพลาสติก  ว่าเนื่องจากสหภาพยุโรปได้ RoHS โดยได้จำกัดปริมาณสาร  6  ชนิด  ประกอบด้วย  ตะกั่ว  ปรอท โครเมียม-6  สารประกอบโบรมีนในกลุ่มโพลีโบรมิเนตเทตไบฟินิล (PBBs)  และสารประกอบกลุ่มโพลีโบรมิเนตเทตไดฟินิลอีเธอร์ (PBDEs) ในผลิตภัณฑ์ไว้ไม่เกิน1,000 ส่วนในล้านส่วน (ppm)  และปริมาณแคดเมียมได้ถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 100 ส่วนในล้านส่วน สารในกลุ่ม PBBs และ PBDEs เป็น สารหน่วงการติดไฟต้องห้ามเนื่องจากเป็นสารอันตราย ที่มีความเสถียรสูงมาก ยากต่อการสลายตัว ทำให้เกิดการตกค้างและสะสมอยู่ในร่างกาย  ขณะนี้  วศ. สามารถให้บริการวิเคราะห์ทดสอบดังกล่าวได้แล้ว   จาก การเข้าร่วมเปรียบเทียบผลการวัดในระดับมาตรวิทยาสากล พบว่าผลการวัดสารดังกล่าวจากห้องปฏิบัติการของ วศ. มีความสอดคล้องเป็นอย่างดีกับผลการวัดของห้องปฏิบัติการชั้นนำของโลกเช่น สถาบัน IRMM ของสาธารณรัฐเบลเยี่ยม สถาบัน BAM ของสาธารณรัฐเยอรมันนี  เป็นต้น

            นอกจากนี้  วศ. ยังวิเคราะห์ทดสอบสารปนเปื้อน  สารต้องห้ามตามกฎระเบียบ EU ในเวทีโลก  เช่น  ตรวจสอบสารไฮโดรควิโนน และกรดเรทิโนอิก ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ได้อีกด้วย

 
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป