สวทน. ขับเคลื่อนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทย

พิมพ์

เปิดตัว “สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง”   (THAIST)

             ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นประธานเปิดตัวสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง  (THAIST)  หวังช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจและประเทศให้ยั่งยืนและเป็นศูนย์กลางประสานงานและสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ พร้อมเดินหน้าโครงการฯ ด้วยการจัดลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง 3 ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่  อุตสาหกรรมระบบราง  อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางล้อและการออกแบบเพื่อนวัตกรรมภาคอุตสาหกรรม  เพื่อช่วยพัฒนาและยกระดับทั้ง 3 อุตสาหกรรมของไทยให้ทัดเทียมนานาประเทศ จัดโดย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)  ณ ห้องแกรนด์บอลรูม  โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่  13  ตุลาคม 2553

             ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  กล่าวว่า  วันนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง  (THAIST) สถาบันฯ แห่งนี้ จัดตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาองค์ความรู้ไม่ว่าจะเป็นจากในประเทศและต่างประเทศ  และนำมาถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการของไทย  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสินค้าหรือบริการ  และในวันนี้ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงระหว่างสภาอุตสหากรรมและทางสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทยหลายแห่ง  ในข้อตกลงนี้ครอบคลุมถึง 2 อุตสาหกรรม  ซึ่งจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย  เริ่มต้นโดยมีการออกแบบ  และ 2. อุตสาหกรรมยาง  โดยในเรื่องการออกแบบจะเน้นการออกแบบสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก  ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของผู้ประกอบการ  ให้สามารถขายสินค้าหรือบริการในมูลค่าที่สูงขึ้นได้    สำหรับเรื่องอุตสาหกรรมยาง  เราจะเริ่มต้นจากยางล้อ  ซึ่งอุตสาหกรรมยางในประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ  แต่เรามีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มมูลค่าของสินค้า  สิ่งที่ดีที่สุดที่จะเพิ่มมูลค่าการผลิตคือการเรื่องของยางล้อ  แต่สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง  (THAIST) ก็ไม่ได้หยุดการทำงานเพียงเท่านี้  เรามีนโยบายที่จะขยายการทำงานของเราออกไปในอุตสาหกรรมที่จะมีประโยชน์ต่อประเทศยิ่ง เช่น เรื่องข้าว  ผลิตภัณฑ์ข้าว  เรื่องพลังงานทดแทนและปิโตรเคมี เป็นต้น  การทำงานของสถาบันฯ นี้  หัวใจหลักอยู่ที่เราจะสร้างและประสานงานกับเครือข่ายของเรา  ซึ่งหมายถึงสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ตลอดจนผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ    โดยการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทยจะเริ่มจากองค์ความรู้  ซึ่งองค์ความรู้มาจากคน  สถาบันแห่งนี้จะมาพัฒนาด้านกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทย  แต่ว่าจะไม่สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมดในเรื่องกำลังคน แต่จะตอบในเรื่องที่สำคัญยิ่งในสิ่งที่ขาดหายไปในการเชื่อมโยงของคน จากสถาบันการศึกษาไปสู่ผู้ประกอบการได้

             ด้าน ดร.พิเชษ  ดุรงคเวโรจน์  เลขาธิการ สวทน.  กว่าวว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2551  กำหนดให้มี “สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง”  (THAIST)  ขึ้นภายในสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย อันก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน  โดยสถาบันฯ มีหน้าที่ ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยให้มีคุณภาพ  และเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ  ส่งเสริมความร่วมมือระหว่งสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศ กับสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาต่างประเทศ  ในการวิจัยและพัฒนาหรือการจัดการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก  โดยให้สถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษานั้นเข้าร่วมเป็นสถาบันเครือข่ายของสถาบัน  และสร้างกลุ่มสถาบันเครือข่ายในการดำเนินโครงการหรือหลักสูตรร่วมกัน  โดยเน้นโครงการหรือหลักสูตรซึ่งมีการวิจัยและพัฒนาที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม  และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในภาคการผลิตและบริการ  รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางเพื่อนำสถาบันเครือข่ายหรือกลุ่มสถาบันเครือข่ายไปสู่การยอมรับในระดับสากล  เพื่อดำเนินการให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ  ตลอดจนเผยแพร่งานวิจัยและพัฒนาและส่งเสริมให้มีการนำผลการศึกษานั้นไปใช้ประโยชน์ในการสร้างนวัตกรรมและในอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม  
             ทั้งนี้ สถาบันมีโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาในด้านวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทย  ได้แก่ 1. การพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางล้อ  เนื่องจากไทยมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูป โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยางล้อมากที่สุด  คือ ร้อยละ 43  ทั้งนี้จึงจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาบุคลากรระดับสูงและเครือข่ายเชื่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี และนวัตกรรม  โดยมีการตั้งเป็นเครือข่าย Tire Academy of Thailand (TiAT)  เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตในอุตสาหกรรมยางล้อในปัจจุบันถึง 5 ปีข้างหน้า  โดยเครือข่ายเชี่ยวชาญที่เสนอจะตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการจัดการความรู้  ด้านการพัฒนาความรู้  บุคลากร 2. การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง  เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าการพัฒนาระบบขนส่งทางรางในระยะ 20 ปีข้างหน้าของประเทศไทยเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่  และมีมูลค่าสูงมากกว่า 1 ล้านล้านบาท  ซึ่งจะก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง และเกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก  สวทน. จึงมีการพัฒนาบุคลากรให้เพียงพอทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพให้สามารถรองรับการเดินรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ในปัจจุบันและการเปิดสายใหม่ในอีก 6 ปีข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และ 3. การพัฒนาการออกแบบเพื่อนวัตกรรมภาคอุตสาหกรรม  เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยประสบปัญหาหลักในการพึ่งพาตัวเองในส่วนการออกแบบสินค้าหรือเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการขาดองค์ความรู้และบุคลากร สวทน. จึงได้ดำเนินการสำรวจความต้องการและความพร้อมในการใช้ความรู้จากงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูงในการออกแบบสิ่งประดิษฐ์  การนำไปประยุกต์ใช้งาน และการสร้างนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ของภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้น อุตสาหกรรมที่มีตราสินค้าของตนเอง  อุตสาหกรรมที่มีการออกแบบของตนเอง  และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องรับจ้างผลิต  โดยมีเป้าหมายในการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายความรู้ด้านการออกแบบเพื่อการผลิตเชิงนวัตกรรม  ซึ่งกำหนดเป็นแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการในระยะเวลา  5  ปี  ทั้งนี้แผนดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่เรียกว่า “นักนวัตอุตสาหกรรม”  และจะทำให้การพัฒนาระบบอุตสาหกรรมการออกแบบและการผลิตของไทยอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในเวทีสากลได้ 
             โดยอุตสาหกรรมทั้ง 3 ระบบที่กล่าวข้างต้น  ทาง สวทน. จะได้จัดให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจและความร่วมมือขึ้นอย่างเป็นทางการ  เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์ในการบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนาความรู้และความสามารถใน 3 อุตสาหกรรมให้แก่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐ  เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง
   


ผู้เขียนข่าว  :  นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  โทร. 0-2333-3700 ต่อ 3728
                       โทรสาร 02-354-3763     E-Mail :  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  
ภาพโดย : ชัชวาลย์ โบสุวรรณ