กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน ใช้แก๊สโซฮอล์ทำให้เป็นมะเร็ง……จริงหรือ?

ใช้แก๊สโซฮอล์ทำให้เป็นมะเร็ง……จริงหรือ?

พิมพ์ PDF

(3 เมษายน 2552) สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดเสวนา คุยกัน..ฉันท์วิทย์ เรื่อง "ใช้แก๊สโซฮอล์ทำให้เป็นมะเร็ง……จริงหรือ?” โดยมี รศ.ดร.วีระพงษ์  แพสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และโฆษกกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  เป็นประธานกล่าวเปิดเสวนา พร้อมด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ รศ. ศิริลักษณ์ นิวิฐจรรยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ  ดร. นุจรินทร์ รามัญกุล หัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารอันตราย และ ดร.นุวงศ์  ชลคุป นักวิจัยห้องปฏิบัติการพลังงานชีวภาพ จากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ นายตรีพล บุญยะมาน ผู้จัดการแผนกวิศวกรรม สถาบันยานยนต์ และนาย ธนวัฒน์ คุ้มสิน อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ร่วมให้ความรู้ในเวที ณ บริเวณห้องโถง  ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า  สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

 

 

           รศ.ดร.วีระพงษ์   แพสุวรรณ  รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  กล่าวว่า  จากกรณีที่มีข่าวทางหนังสือพิมพ์ เผยแพร่ออกไปว่ามีการตรวจพบสารพิษประเภทสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs: Volatile Organic Compound) กลุ่ม คาร์บอนิลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟอร์มาลดีไฮด์ และอะเซทัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารที่อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งได้ ในบรรยากาศหลายจุดในกรุงเทพฯ และยังได้มีการสันนิษฐานว่าอาจจะมาจากการใช้แก๊สโซฮอล์ที่เพิ่มขึ้นนั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงนำเสนอข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับสารมลพิษจากการใช้เชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟอร์มาลดีไฮด์ และอะเซทัลดีไฮด์ ว่าเกิดขึ้นได้หรือมีแหล่งที่มาจากไหน มีเทคนิคการตรวจวัดปริมาณอย่างไร ตลอดจนเปรียบเทียบปริมาณสารทั้งสองตัวที่วัดได้ในกรุงเทพฯ กับปริมาณความเข้มข้นที่หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศได้กำหนดไว้ ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด   เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณชน

              ด้าน  รศ. ศิริลักษณ์ นิวิฐจรรยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวว่า แหล่งกำเนิดมลพิษจากรถยนต์นั้นมี 3 รูปแบบ คือ มลพิษจากการระเหยในระบบเครื่องยนต์ (evaporative emissions) มลพิษจากการเติมเชื้อเพลิง (refueling losses) และมลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ (exhaust emissions) หากพิจารณามลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเบนซินหรือดีเซล ก็จะมีทั้งประเภทที่ควบคุม (regulated emission) ดังเช่น CO, HC, NOx และ PM ในมาตรฐานมลพิษยูโร และประเภทที่ไม่ได้ควบคุม (unregulated emission) ที่เป็นสารพิษ เช่น เบนซีน สารประกอบอะโรมาติก และสารประกอบอัลดีไฮด์ ทั้งนี้มลพิษดังกล่าวสามารถใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยลดปริมาณที่ปล่อยสู่ บรรยากาศได้ โดยเฉพาะการใช้พลังงานทางเลือกใหม่ เช่น แก๊สโซฮอล์ และก๊าซธรรมชาติ ที่ประสงค์ให้ลดสารมลพิษควบคุม เช่น CO และ NOx  แก๊ส โซฮอล์นั้นเป็นการผสมระหว่างเอทานอลกับน้ำมันเบนซิน ส่วนก๊าซธรรมชาตินั้นเป็นก๊าซมีเทน ทั้งเอทานอลและมีเทนจึงเป็นเชื้อเพลิงใหม่ที่มีบทบาททั้งลดสารมลพิษเก่าและ ปล่อยมลสารใหม่ โดยเฉพาะสารอินทรีย์ที่ระเหยได้ง่าย กลุ่มคาร์บอนิล ที่ปกติก็มีอยู่แล้วในธรรมชาติ การเพิ่มขึ้นมาของสารเหล่านี้จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงใหม่ จะมีผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่

              ในมุมมองด้านรถยนต์ นาย ตรีพล บุญยะมาน ผู้จัดการแผนกวิศวกรรม สถาบันยานยนต์ กล่าว ว่า การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มีเอทานอลเป็นส่วนผสมนั้น จะให้ค่ามลพิษที่แตกต่างไปจากการใช้น้ำมันเบนซินธรรมดา ซึ่งทางสถาบันฯ ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ. สมุทรปราการ นั้นมีห้องปฏิบัติการตรวจวัดมลพิษทางอากาศจากยานพหนะ ซึ่งสามารถตรวจวัดไอระเหยน้ำมันเชื้อเพลิงจากรถยนต์ได้ โดยที่ผ่านมา ทางสถาบันฯ ได้ทำงานร่วมกับทางกรมควบคุมมลพิษ ในโครงการตรวจวัดมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์ เพื่อตรวจวัดไอระเหย (evaporative emission) ที่เกิดขึ้น โดยทางสถาบันฯ ยินดีให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการวิจัยเพื่อศึกษาให้แน่ชัดว่ามลพิษ ประเภทสารประกอบอัลดีไฮด์ จากไอเสียของรถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์นั้น มีส่วนส่งผลให้ปริมาณสารฟอร์มาลดีไฮด์ และอะเซทัลดีไฮด์เพิ่มขึ้นในบรรยากาศมากน้อยแค่ไหน อย่างไร

              ด้านนาย ธนวัฒน์ คุ้มสิน อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่า มลพิษจากที่เกิดจากการเผาไหม้น้ำมันนั้นเพราะในน้ำมันเองมีสารประกอบของ ไฮโดรคาร์บอนและสารประกอบอื่นๆ เพื่อให้มีค่าอ็อกเทนและการเผาใหม้ที่ดี ในน้ำมันปกติก็มีสารอโรเมติก และเบนซีน ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อมะเร็งได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามการพัฒนายานยนต์ของประเทศไทยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยยึดแนวทางมาตรฐานของยุโรป ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปไป ปัจจุบันอยู่ในระดับ ยูโร3 ซึ่งตามกำหนดของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ก็จะยกระดับเป็นมาตรฐานระดับที่ 4 หรือเรียกกันว่า       ยู โร 4 ในปี พศ.2555 ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตามการปรับปรุงมาตรฐานมลพิษของยานยนต์อย่างเดียวจะไม่สามารถกระทำ ได้ หากน้ำมัน ไม่ยกระดับเป็นมาตรฐานยูโร 4 เช่นกัน สำหรับมลพิษประเภทสารประกอบอัลดีไฮด์จากไอเสียของรถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์ นั้น มีบางรายงานได้ระบุว่า "แม้สารประเภทอะเซทัลดีไฮด์ จะพบมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันประเภท E85 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ ‘the toxicity potency’ แล้ว การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์นั้นยังมีความปลอดภัยมากกว่า น้ำมันธรรมดา" ดังนั้นจะเป็นการดีหากประเทศไทยมีการทดลองและวิจัยอย่างถูกต้องและจริงจังหากจะกล่าวว่า  ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์แล้วมีผลดี หรือ เสียอย่างไร

               ใน มุมมองด้านการวิเคราะห์ตรวจวัดปริมาณสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย กลุ่มคาร์บอนิลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟอร์มาลดีไฮด์ และอะเซทัลดีไฮด์นั้น ดร. นุจรินทร์ รามัญกุล หัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารอันตราย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวว่าทางห้องปฏิบัติการฯ มีเครื่องมือในการตรวจวัดปริมาณสารดังกล่าวฯ โดยเฉพาะการวัดปริมาณไอระเหยในรถยนต์ ซึ่งมีเทคนิคที่สำคัญในการวัด ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บตัวอย่างอากาศในที่เย็นเพื่อป้องกันการแตกตัว หรือก่อตัวใหม่ การเฝ้าระว้งมิให้สารประกอบอัลดีไฮด์จากสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำหอม กลิ่นบุหรี่ กลิ่นกาว เข้ามารบกวนในห้องปฏิบัติการฯ การวัดปริมาณสารที่ความเข้มข้นน้อยๆ ระดับไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่มีการดึงตัวอย่างในระดับลิตร การวัดค่า blank เพื่อเปรียบเทียบ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลการวิเคราะห์ที่แม่นยำ และสามารถใช้เป็นค่าบ่งชี้ถึงสภาพอากาศในแหล่งที่เก็บอากาศมาได้

             ท้ายสุด ดร. นุวงศ์ ชลคุป นักวิจัยห้องปฏิบัติการพลังงานชีวภาพ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสารประกอบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในไอเสียของรถยนต์ ทั้งที่เป็นสารที่รู้ว่าก่อมะเร็งแน่นอนในมนุษย์ (known human carcinogens) เช่น Benzene 1,3-butadiene และสารที่อาจจะก่อมะเร็ง (probable carcinogens) เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ และอะเซทัลดีไฮด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับความอันตรายของสารดังกล่าวฯ ที่หน่วยงานทางสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา เช่น EPA (Environmental Protection Agency) และ OEHHA (Office of Environmental Health Hazard Assessment ภายใต้ California Environmental Protection Agency) ได้กำหนดไว้ดังนี้

ตารางแสดงความเสี่ยงและระดับความอันตรายโดย EPA (http://cfpub.epa.gov/ncea/iris/compare.cfm)

ตารางแสดงความเสี่ยงและระดับความอันตรายโดย OEHHA (http://oehha.ca.gov/air/toxic_contaminants/html/Acetaldehyde.htm, http://oehha.ca.gov/air/toxic_contaminants/html/Formaldehyde.htm)

           อีกทั้งได้นำเสนอกราฟเปรียบเทียบระดับความเข้มข้นของฟอร์มาลดีไฮด์ และอะเซทัลดีไฮด์ จากเกณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกณฑ์ควบคุมของ OSHA (Occupational Safety and Health Administration) ที่ให้ค่า PEL (permissible exposure limit เมื่อคิดจากการทำงานโดยเฉลี่ย 8 ชม/วัน หรือ 40 ชม/สัปดาห์) หรือที่เรียกสั้นว่า OSHA PEL ซึ่งเป็นระดับที่ทางกระทรวงแรงงาน สหรัฐอเมริกาออกไว้เพื่อความปลอดภัยของคนงานที่อาจจะได้รับสารดังกล่าวฯ ระหว่างปฏิบัติงาน ซึ่งค่า OSHA PEL จะสูงกว่าระดับความเข้มข้นที่เสนอโดย EPA ว่าอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ 1 ในล้านคนอยู่มาก อีกทั้งได้นำเสนอระดับความเข้มข้นของฟอร์มาลดีไฮด์ ที่ทาง OEHHA ได้วัดในสถานที่ต่างในมลรัฐแคลิฟอเนียร์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าบรรยากาศภายนอก (outdoor) มีระดับความเข้มข้นต่ำกว่าสถานที่ภายใน (indoor) นอกจากนี้ระดับที่ทางสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่น (JAMA: Japanese Automotive Manufacturing Association) ได้ตั้งเป้าหมายระดับความเข้มข้นของฟอร์มาลดีไฮด์ และอะเซทัลดีไฮด์ในรถยนต์ไว้สูงกว่าระดับที่มีการตรวจวัดได้ในกรุงเทพฯ

           รศ. ศิริลักษณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่าการเสวนาในวันนี้ ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีความตั้งใจที่จะนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสารพิษประเภทสารประกอบ อินทรีย์ระเหยง่าย กลุ่มคาร์บอนิลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟอร์มาลดีไฮด์ และอะเซทัลดีไฮด์ ทั้งที่มีประสบการณ์ทดสอบตรวจวัดเอง และทั้งที่ได้รับจากแหล่งข้อมูลจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ EPA และ OEHHA ใน สหรัฐอเมริกา ตลอดจนการประเมินค่าความเสี่ยงจากแหล่งข้อมูลที่หาได้ การที่สารฟอร์มาลดีไฮด์ และอะเซทัลดีไฮด์มีระดับความเข้มข้นในบรรยากาศเพิ่มขึ้นนั้น ควรมีการตรวจสอบ และทำวิจัยให้ละเอียดว่ามาจากแหล่งได เป็นปริมาณเท่าไหร่ เพื่อที่จะหาเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมเข้ามาช่วยในการลดสารดัง กล่าวฯ ที่ต้นเหตุหลัก โดยทางศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยินดีให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่สนใจศึกษาในเรื่องนี้ เพราะนับว่าเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อชาวไทยทุกคน

ท่านสามารถติดตามข่าวสาร  การจัดเสวนา คุยกัน..ฉันท์วิทย์  ของกลุ่มงานประชาสัมพันธ์สำนักงานปลัดกระทรวง

 

 
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป