กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน ลูกคุณไข่ของใคร?...ลูกใครมาจากไข่ของคุณ

ลูกคุณไข่ของใคร?...ลูกใครมาจากไข่ของคุณ

พิมพ์ PDF

(19  กุมภาพันธ์ 2552)   สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  จัดเสวนา คุยกัน...ฉันท์วิทย์ เรื่อง "ลูกคุณ...ไข่ของใคร ลูกใคร...มาจากไข่ของคุณ"  โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ  นายแพทย์สมชาย  สุวจนกรณ์ จากโรงพยาบาลพระรามเก้า  นายแพทย์ประเสริฐ  ผลิตผลการพิมพ์  ผู้จัดการโครงการ  ชีวจริยธรรมและการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่  มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ  และดร.เจษฏ์  โทณวณิก  นักวิชาการด้านกฎหมาย  ร่วมให้ความรู้ในเวที ณ บริเวณห้องโถง  ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า  สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

ปัจจุบันศาสตร์ความรู้และเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่มีความเจริญก้าวหน้าไปมาก ทำให้ภาวะการมีบุตรยากของคู่สมรสที่ไม่พร้อม ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เช่น การใช้ “อสุจิ” หรือ “ไข่” ของผู้ที่ไม่ใช่พ่อแม่มาทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการช่วยคู่สมรสที่มีบุตรยากจนเกิดผลสำเร็จด้วยดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็กลายเป็นช่องชี้นำให้เกิดธุรกิจ“ซื้อ-ขาย”ไข่ รวมถึงปัญหาการจัดการตัวอ่อนเหลือใช้ที่ยังไม่มีกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจนมารองรับ จนกลายเป็นข้อถกเถียงในเรื่อง “จริยธรรม” ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง   ขณะที่ประชาชนบางส่วนยังขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางการจัดการตัวอ่อน

 

            นายแพทย์สมชาย สุวจนกรณ์ สูติ-นรีแพทย์   ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลพระรามเก้า  กล่าวว่า  การทำเด็กหลอดแก้ว ถือเป็นทางเลือกในการรักษาตอนท้ายๆ หลังจากที่รักษาโดยวิธีอย่างอื่น เช่น  การกระตุ้นการตกไข่  การฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก  หรือการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติของมดลูกและรังไข่ ฯลฯ  แล้วไม่เกิดการตั้งครรภ์

            วิธีการการทำเด็กหลอดแก้ว เริ่มจากการกระตุ้นไข่ การเก็บไข่ออกมาปฏิสนธิกับอสุจิในห้องปฏิบัติการจนได้ตัวอ่อน แล้วเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกายประมาณ 2-5 วัน เพื่อให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตจนถึงระยะพร้อมจะฝังตัว จากนั้นจึงนำไปใส่คืนในโพรงมดลูก    ซึ่งในขั้นตอนการเก็บไข่นั้น แพทย์จะฉีดยาเพื่อกระตุ้นให้ไข่สุกหลายๆใบ  (เฉลี่ยประมาณ 10 ใบต่อครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ถูกกระตุ้น)  เพื่อนำมาปฏิสนธิกับอสุจิที่เตรียมไว้ให้เกิดตัวอ่อนจำนวนมากในครั้งเดียว โดยวิธีนี้มีข้อดีคือทำให้การใส่ตัวอ่อนกลับในโพรงมดลูกสามารถทำได้มากกว่า 1 ตัวอ่อน(เฉลี่ยครั้งละ 2-3 ตัวอ่อน)  เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์  อีกทั้งหากการใส่ตัวอ่อนครั้งแรกไม่สำเร็จ (เนื่องจากการใส่ตัวอ่อนแต่ละครั้งจะมีโอกาสตั้งครรภ์เพียง 30 % เท่านั้น) ก็สามารถนำตัวอ่อนแช่แข็งที่เหลือมาใช้ได้ทันที ซึ่งเท่ากับช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้าน ยาฉีด ,การเตรียมอสุจิ, การปฏิสนธิ ได้มาก  แต่ในกรณีของผู้เข้ารับการรักษาที่ประสบความสำเร็จตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่ในช่วงการใส่ตัวอ่อน 1-2  ครั้งแรก จะทำให้เหลือตัวอ่อนแช่แข็งจำนวนหนึ่ง ซึ่งผู้เข้ารับการรักษาจะต้องตัดสินใจว่าจะมีแนวทางการจัดการตัวอ่อนแช่แข็งที่เหลืออย่างไร ทั้งนี้ในหลายประเทศ เช่น ประเทศออสเตรเลียได้มีกฎหมายที่ชัดเจน คืออนุญาตให้เก็บตัวอ่อนแข็งได้ไม่เกิน 5 ปี จากนั้นผู้เข้ารับการรักษาต้องแสดงเจตจำนงว่าจะทำลายตัวอ่อนทิ้ง หรือจะบริจาคให้หน่วยงานวิจัย หรือบริจาคให้แก่คู่สมรสอื่นที่มีภาวะมีบุตรยาก เป็นต้น

            “ส่วนในบ้านเรายังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนถึงระยะเวลาการเก็บรักษาหรือการจัดการใดๆ ส่วนใหญ่ผู้เข้ารับการรักษามักจะขอเก็บแช่แข็งตัวอ่อนไว้ก่อน  และทางโรงพยาบาลจะมีการติดต่อเก็บค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาอย่างต่อเนื่องทุกปี หากคู่สมรสใดไม่ต้องการเก็บไว้ ทางโรงพยาบาลจะให้แสดงเจตจำนง 2 แนวทาง คือ 1. บริจาคเพื่อการวิจัยทดลองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในทางปฏิบัติยังไม่มีการนำมาใช้ เพราะยังเป็นข้อถกเถียงในด้านจริยธรรมการทดลอง หรือ 2. บริจาคให้คู่สมรสที่มีปัญหาทั้งอสุจิและไข่  โดยปัจจุบันยังปิดข้อมูลของคู่สมรสที่บริจาคไว้เป็นความลับเพราะยังไม่มีกฎหมายรองรับและในทางสังคมน่าจะเป็นแนวทางปฏิบัติที่มีผลดีต่อครอบครัวทั้งคู่มากกว่า หากแต่ว่าคู่สมรสบางส่วนที่บริจาคมักจะมีข้อกังวลว่าเด็กจะมีโอกาสมาพบกันหรือแต่งงานกันหรือไม่ ซึ่งแม้ในความเป็นจริงจะมีโอกาสเกิดได้ แต่เป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก  จึงทำให้สัดส่วนการบริจาคในปัจจุบันยังมีไม่ถึง 10%   ส่วนเรื่องการกำจัดตัวอ่อนทิ้งนั้นยังไม่มีในประเทศไทย เพราะในประเด็นทางจริยธรรมยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าตัวอ่อนถือว่ามีสถานะเป็นชีวิตแล้วหรือไม่”

            นายแพทย์สมชาย  กล่าวต่อว่า ปัญหาปัจจุบันแนวโน้มของตัวอ่อนแช่แข็งจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีการจัดเก็บอย่างกระจัดกระจายในแต่ละโรงพยาบาลโดยไม่มีกรอบกำหนดทิศทางที่ชัดเจน ซึ่งหากใครมองว่าตัวอ่อนเป็นแค่เซลล์ธรรมดาแล้วมีการทำลายทิ้งก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย  แนวทางการจัดการที่ดีมองว่าน่าจะมีธนาคารจัดเก็บตัวอ่อน เพื่อรวบรวมตัวอ่อนแช่แข็งจากโรงพยาบาล โดยมีการทำข้อมูลเก็บไว้อย่างละเอียด ส่วนค่าใช้จ่ายอาจจะมาจากแต่ละหน่วยงาน เพื่อว่าหากในอนาคตมีกฎหมายหรือแนวทางที่รองรับว่าสามารถนำตัวอ่อนไปใช้ประโยชน์ได้  ก็จะมีคุณค่ามาก ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาก็ไม่ได้มีต้นทุนสูงมากนัก

            ด้าน ดร.เจษฎ์  โทณวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย  กล่าวว่า ในด้านกฎหมายเรื่องการจัดการตัวอ่อนหรือไข่ในปัจจุบันนั้น  ยังไม่มีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน เนื่องจากยังไม่มีการพิจารณาที่แน่ชัดว่าตัวอ่อนหรือไข่อยู่ในสถานะใด  ที่สำคัญการจัดการตัวอ่อนเป็นเรื่องที่เปราะบางมาก ต้องอาศัยการพูดคุยของหลายๆหน่วยงาน รวมถึงผู้บริจาค ผู้รับ และผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว  ส่วนในมุมมองเรื่องของการซื้อ- ขายไข่นั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นแนวทางที่จัดการได้ เพราะหากคู่สมรสที่มีปัญหาทั้งในเรื่องของไข่และอสุจิ แล้วไม่มีผู้บริจาคก็จะหมดทางเลือก แต่หากมีผู้ยินดีที่จะขายโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีทั้งสองฝ่าย แต่การซื้อขายต้องมีหน่วยงานกลางเข้ามาดำเนินการอย่างถูกต้อง มีการวางกรอบและกฎเกณฑ์ที่แน่ชัด ทั้งมีข้อกำหนดที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการพิจาณา ไม่ใช่การซื้อขายทั่วไป และไม่ขัดต่อทางด้านจริยธรรม



           ขณะที่ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์  ผู้จัดการโครงการชีวจริยธรรมและการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวว่า การจะออกกฎหมายหรือกำหนดแนวปฏิบัติในการจัดการตัวอ่อนหรือการซื้อ-ขายไข่ในแนวทางใดนั้น    ควรมีการเสวนาเรื่องนี้อย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่  โรงพยาบาลที่ให้บริการ แพทย์  แพทยสภา  ผู้รับบริการทั้งสามีและภรรยา   รวมถึงกลุ่มสตรีศึกษา   นอกจากนี้ยังมีกลุ่มศาสนาทุกศาสนา   รวมทั้งนักปรัชญา   และที่ขาดไม่ได้คือสื่อมวลชน  ซึ่งประเด็นที่ควรพิจารณามิใช่เรื่องขายไข่  แต่ต้องมองถึงเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์     ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ในต่างจังหวัดเมื่อยี่สิบปีก่อนที่มีการขายเลือดและขายกระดูกซี่โครงกันมาก แต่กลับไม่ค่อยมีใครใส่ใจเท่าใดนัก  ถึงปัจจุบันประเด็นการซื้อขายอาจจะไม่เกี่ยวกับความยากจน แต่ก็เกี่ยวกับกระแสการบริโภคที่อยากได้ค่าตอบแทนโดยตรง   

            “ ทุกวันนี้คนใส่ใจประเด็นทางด้านจริยธรรมน้อย   ในอีกมุมหนึ่งก็อาจจะอยากใส่ใจแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร  จริยธรรมควรมีความหมายอย่างน้อยสองอย่าง  อย่างแรกคือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก่อนส่วนตน  ความหมายเช่นนี้ใช้กับนักการเมืองน่าจะเข้าใจได้ง่าย  อย่างที่สองคือ “ผู้มีอำนาจเหนือกว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไรกับผู้มีอำนาจน้อยกว่า” ความหมายนี้ใช้กับนายแพทย์น่าจะเข้าใจง่าย  นายแพทย์เป็นผู้ที่เรียนมาและมีความรู้สูง  รู้หลายอย่างที่ผู้ป่วยและญาติไม่รู้  จึงควรทราบว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไรกับผู้ป่วยและญาติ” 

            อย่างไรก็ดีทุกวันนี้เทคโนโลยีมีการพัฒนาไปมากจนกฎหมายก้าวตามไม่ทัน ประเด็นการจัดการตัวอ่อนเหลือใช้ หรือ การซื้อขาย-ไข่ เป็นเพียงตัวอย่างประเด็นหนึ่งของชีวจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เราควรทำคือการสร้างให้สังคมตระหนักว่า สังคมควรก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการวางนโยบายสาธารณะเสมอ สังคมไม่ควรปล่อยให้นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย หรือแพทย์ กำหนดนโยบายหรือแนวปฏิบัติตามลำพัง ควรมีการสร้างกลไกให้กับสังคม ให้มีหน่วยงานที่คอยชี้ประเด็นจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่สังคม และเชิญชวนสังคมมาร่วมวิพากษ์ประเด็นต่างๆ  เราควรพัฒนาการเรียนรู้และหลักสูตรการศึกษาให้ครอบคลุมประเด็นจริยธรรมของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากขึ้นด้วย นายแพทย์ประเสริฐ กล่าวทิ้งท้าย



ท่านสามารถติดตามข่าวสาร  การจัดเสวนา คุยกัน..ฉันท์วิทย์  ของกลุ่มงานประชาสัมพันธ์

สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ที่   http://www.most.go.th

 
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป