กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน ก.วิทย์ฯ สรุปผลงานในรอบ 1 ปี พร้อมเผยตัวเลขเศรษฐกิจจากผลการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ก.วิทย์ฯ สรุปผลงานในรอบ 1 ปี พร้อมเผยตัวเลขเศรษฐกิจจากผลการถ่ายทอดเทคโนโลยี

พิมพ์ PDF

ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นประธานแถลงข่าว สรุปผลการดำเนินงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในรอบ 1 ปี พร้อมเปิดเผยตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากผลการถ่ายทอดเทคโนโลยีงานวิจัยและพัฒนาสู่ภาคการผลิต  การเกษตรและประชาชน ในเจาะลึก “สร้างเศรษฐกิจชาติ  ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”  โดยมี ดร.ธนวรรธน์  พลวิชัย  ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  ร่วมแถลงฯ  ณ ห้องบอลรูม ชั้น 3 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ (เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2552)

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

              ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  กล่าวว่า  ก่อนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  มีความตั้งใจจะพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โดยจะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ชนบทและเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท เพื่อขยายผลโครงการพระราชดำริ โดยให้แต่ละหน่วยงานนำผลงานไปเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะต้องช่วยยกระดับค่าครองชีพ รายได้ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของคนที่ด้อยโอกาสในสังคม  การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยสร้างงาน สร้างคุณภาพชีวิต ให้กับชนบทผู้ด้อยโอกาส ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด เน้นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยบูรณาการกับชุมชนและหน่วยงานในท้องถิ่น เช่น มหาวิทยาลัย องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือผู้นำท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ให้มากขึ้น
               เมื่อเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ได้กำหนดนโยบายที่เน้นการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในท้องถิ่นชนบท  และดำริให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ดำเนินโครงการหมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เพื่อให้เป็นหมู่บ้านตัวอย่างที่นำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิต  และพัฒนาความเป็นอยู่ สร้างงาน  สร้างเงิน  พัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปดำเนินการในหมู่บ้านต่างๆ  เพื่อศึกษาถึงการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาความยากจน และนำผลงานต่างๆ ของกระทรวงตลอด 30 ปี ไปประยุกต์ใช้  เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี แห่งการก่อตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ในเบื้องต้นได้คัดเลือกหมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 30 หมู่บ้าน โดยพิจารณาจากศักยภาพที่โดดเด่นของชุมชนหรือประชาชนมีส่วนร่วม และมีหน่วยงานกระทรวงที่รับผิดชอบเข้าไปดำเนินการหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ฯ จากการประเมินสถานภาพและปัญหาของแต่ละพื้นที่ เพื่อค้นหาความต้องการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อนำเข้าไปช่วยพัฒนาอาชีพ/ผลิตภัณฑ์หรือการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคู่ไปกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในสังคมนั้นๆ ซึ่งปัจจุบันก็ได้รับความสนใจมีหมู่บ้านเข้าร่วมเกิน 30 หมู่บ้านแล้ว และเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการหมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 4 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
               นอกจากนี้ นโยบายร่วมพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เช่น การวิจัยและพัฒนาเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น การผลิตอาหารฮาลาล รวมทั้งการร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม เพื่อวิจัยและพัฒนาด้านความมั่นคง เช่น เกราะกันกระสุน เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ T-Box 3.0 เป็นต้น
               รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นฐานทางด้านเกษตรกรรมและในปัจจุบันเรายังต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันในยุคของเศรษฐกิจเสรี  จึงมีความจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตามนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์  (Creative Economy) ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่ง นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายว่า ต่อจากนี้การพัฒนาประเทศจะต้องใช้งานวิจัยเป็นองค์ความรู้สำคัญ โดยต้องเป็นงานวิจัยแบบนวัตกรรม กล่าวคือเป็นงานวิจัยที่มีเป้าหมาย เพื่อตอบคำถาม ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ดังจะเห็นได้จาก คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 อนุมัติให้ตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ กรอ.วท. เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับภาคเอกชน ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ ให้ได้รับประโยชน์จากผลงานวิจัยและพัฒนาของกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และพร้อมจะผลักดันให้เกิดประโยชน์และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป  นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกรรมการในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นการเชื่อมโยงสังคม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับภาคเศรษฐกิจของประเทศ
 

 

 

 

               ด้าน ดร.สุจินดา  โชติพานิช  ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กล่าวว่า  กระทรวง วิทยาศาสตร์ฯ ได้ดำเนินงานที่ตอบสนองนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้สัมฤทธิผล โดยเฉพาะนโยบายการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาความยากจน โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยสร้างงาน สร้างคุณภาพชีวิ  ให้กับผู้ด้วยโอกาส  ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด  และเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท  เพื่อขยายผลโครงการพระราชดำริ  และนโยบายร่วมพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ที่มุ่งส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ นอกจากนี้ กระทรวง วิทยาศาสตร์ฯ ยังได้มีการส่งเสริมและเร่งรัดการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เป็นพลังของประเทศ  การสร้างความตระหนักและพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้เป็นสังคมฐานความรู้ การวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม สร้างฐานความรู้และเพิ่มผลิตภาพของประเทศ  การถ่ายทอดเทคโนโลยีและมีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ในการเพิ่มผลผลิตเชิงพาณิชย์ทุกระดับ  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมให้เพียงพอ รวมทั้งพัฒนาการบริหารจัดการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย และการพัฒนานโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มีประสิทธิภาพและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
 

 

 

               ด้าน ดร.ศักรินทร์  ภูมิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. มีมุมมองที่สอดคล้องกันว่า ผลงานนวัตกรรมต่างๆ ที่ดีนั้นต้องสร้างผลกระทบที่วัดได้อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ นวัตกรรมต้องช่วยสร้างให้เกิดงานได้ และงานที่เกิดขึ้นต้องมีคุณค่า ก่อให้เกิดรายได้ คือ สร้างเงินได้ และเมื่อผู้ที่นำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ ซึ่งอาจจะเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมก็ดี หรือชุมชนก็ดี เมื่อเขาเหล่านั้นสร้างงานที่มีมูลค่าเพิ่ม ได้รับการตอบรับที่ดีทางการตลาด ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจของ supply chain ที่อยู่รอบๆ ดีขึ้น เมื่อมีเงินมากขึ้น คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นตามลำดับ ในปัจจุบันมีการพูดถึง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” หรือ Creative Economy กันมาก ผมขอเสริมว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็คือ “การสร้างจุดขาย” โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ โดยการใส่ art และ innovation เข้าไป สวทช. เองสามารถเสริมจุดแข็งในเรื่องของ innovation ได้ สวทช. ทำงานร่วมกับส่วนราชการ และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อที่จะเชื่อมโยงให้นักวิทยาศาสตร์ไทยได้ทำงานใกล้ชิด และเข้าถึงความต้องการของทั้งภาคการเกษตร การแพทย์ และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ สิ่งทอ การประมง และอื่นๆ ซึ่งสิ่งนี้เอง ทำให้เรามีโจทย์ และเป้าหมายของการวิจัยที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ เราต้องพิจารณาเรื่องจุดแข็งของประเทศ เทรนด์ของโลก และอื่นๆ มาประกอบด้วย เพื่อให้งานวิจัยที่เกิดขึ้นนั้น นำไปสู่การประยุกต์ใช้ ที่ท้ายสุด ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างเงิน สร้างคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง
               ในปีที่ผ่านมา เราค่อนข้างเน้นในเรื่องของงานวิจัยที่สร้างผลกระทบ ซึ่งผลกระทบที่ว่านั้น ไม่ได้หมายถึงผลกระทบในรูปของตัวเงินที่เกิดแก่ สวทช. แต่หากผลของการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ ช่วยให้บริษัทลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยให้มียอดขายเพิ่มขึ้น หรือชุมชนเมื่อได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง สร้างรายได้ในชุมชนมากขึ้น ก็นับว่าเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศทั้งสิ้น ขอยกตัวอย่างโครงการ iTAP Big Impact ซึ่งมาจากการวิเคราะห์แล้วว่าการดำเนินการในอุตสาหกรรมที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ โรงสีข้าว โรงอบยาง และฟาร์มเลี้ยงไก่ เพียง 3 อุตสาหกรรมนั้น ก็สามารถสร้าง Big Impact หรือผลกระทบแก่ประเทศได้อย่างมาก และ สวทช. เชื่อว่าผู้เชี่ยวชาญของเราได้สะสมประสบการณ์ใน 3 อุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน และสามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้ตรงจุดเลย ช่วยลดระยะเวลาของการวินิจฉัยปัญหา ขอยกตัวอย่างเรื่องโรงสีข้าวซึ่งจากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า จะมีปัญหาใหญ่ 2 เรื่องได้แก่ การต้องสีข้าวซ้ำ 2 ครั้งเนื่องจาก ยังมีข้าวเปลือกหลงเหลืออยู่มากหลังจากการสีในครั้งแรก ทำให้สิ้นเปลืองทั้งเวลา และค่าไฟ ปัญหาอีกอย่างคือ มีข้าวหักมาก ทำให้ขายไม่ได้ราคา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญพบว่ามาจากสาเหตุหลักคือ ระยะห่างของลูกยางกระเทาะข้าวเปลือก ที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษา ทำให้เกิดเป็นปัญหาที่เป็น pattern เดียวกันแทบจะทุกโรงสี  ในประเทศไทยมีจำนวนโรงสีทั้งสิ้น 43,000 แห่ง หากทุกโรงทำการปรับตั้งเครื่องจักร และได้รับการฝึกอบรมทางเทคนิค จะสามารถประหยัดไฟฟ้าในการสีข้าวได้มากถึง 21,000 ล้านบาท ในขณะเดียวกันแต่ละโรงสียังสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตได้ถึง 2 เท่าต่อวัน คิดเป็นกำไรเพิ่มขึ้น 6-12 ล้านบาท/โรงที่มีกำลังการผลิต 60-120 ตัน/วัน สำหรับในปีหน้านั้น เราก็ยังจะดำเนินโครงการ iTAP ต่อไป และหากมีความก้าวหน้าใหม่ๆ สวทช. ก็จะนำเสนอให้กับทุกท่านได้ทราบครับ 

 

 

 

               ด้าน ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ได้รับมอบหมายให้ศึกษาการประเมินมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ จากโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของกระทรวง วิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์  โดยสามารถสรุปผลการศึกษา ได้ดังนี้
               1.  มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547-2551 ปรากฏว่ามูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าเพิ่มประมาณ 71,159,216,656 บาท โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 610,141,964 บาท ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 5,707,289,230 บาท แต่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 34,033,624,662 บาท ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 15,147,923,543 บาท และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 15,660,237,257 บาท
 

มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้จากโครงการพัฒนา ว. และ ท. ของ วท.

 
ปีงบประมาณ
ปี 2547
ปี 2548
ปี 2549
ปี 2550
ปี 2551
งบประมาณ (บาท)
172,357,528
334,247,180
7,220,201,801
4,025,506,244
3,486,124,586
ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากโครงการฯ (บาท)
782,499,492
5,275,336,410
36,272,108,463
14,701,006,786
15,028,488,843
มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากโครงการฯ (บาท)
610,141,964
5,707,289,230
34,033,624,662
15,147,923,543
15,660,237,257
ที่มา: จากการคำนวณของคณะที่ปรึกษา

 

               2. มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโครงการฯ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่ไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้ที่เกิดขึ้นและเห็นค่อนข้างชัดเจนคือ การพัฒนาฐานความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ การสร้างองค์ความรู้ตามความต้องการของประเทศ การพัฒนาบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่สังคมไทย สร้างความรู้ความเข้าใจในด้านวิทยาศาสตร์ และสามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในสังคม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีในรูปของสินค้าและบริการ รวมทั้งสร้างโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับระบบเศรษฐกิจ โดยใช้พลังงานทางเลือก
               สรุปได้ว่าตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547-2551 ปรากฏว่ามูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจเท่ากับ 71,159.2167 ล้านบาท และจากงบประมาณเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น 15,238.4373 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่อมูลค่าการลงทุน (งบประมาณเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ) เท่ากับ 4.67 เท่า และคิดเป็นมูลค่าเพิ่มต่องบประมาณของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ทั้งหมดประมาณ 1.64 เท่า
               ดังนั้น เมื่อรวมมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้ ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547-2551) มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 127,000 ล้านบาท

 

สรุป มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่อการลงทุน และมูลค่าเพิ่มต่องบประมาณของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ทั้งหมด ที่ผ่านมาในช่วง 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547-2551)

ประเภทหน่วยงาน
งบประมาณทั้งหมด
งบประมาณเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
อัตราผลตอบ แทน/มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่อการลงทุน
มูลค่าเพิ่มต่องบประมาณทั้งหมด
(1)
(2)
(3)
[(4) = (3)/(2)]
[(5) = (3)/(1)]
(ล้านบาท)
(ล้านบาท)
(ล้านบาท)
(เท่า)
(เท่า)
กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
43,273.7053
15,238.4373
71,159.2167
4.67
1.64

 
 
 

 


ผู้เขียนข่าว  :  นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  โทร. 0-2354-4466 ต่อ 118 , 120       โทรสาร 02-354-3763     E-Mail :  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
 

 
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป