กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน

ข่าวสารหน่วยงาน

รวบรวมข่าวสารประชาสัมพันธ์ และข่าวทั่วไป ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คลอบคลุม ทั้ง ข่าวกิจกรรม ภาพข่าวกิจกรรมของ หน่วยงานในสังกัดกระทรวง

 



กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมทัพ 35 หน่วยงานรัฐ-เอกชน เดินหน้า “ประชารัฐร่วมใจยกระดับ โอทอป ด้วย วทน.”

พิมพ์ PDF

5 กรกฎาคม 2559 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี /ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกาศเดินหน้า “คูปองวิทย์เพื่อโอทอป” ดึงรัฐ-เอกชน ร่วมยกระดับ OTOP แบบครบวงจร อาทิ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า อย. สมอ. สยามพิวรรธน์ ไทยเบฟ  SCG Chemical ปตท. ททท.  หลังพบมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการเกินความคาดหวังกว่า 1,000 ราย

 

ตามที่รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดำเนินการยกระดับโอทอป ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) โดยการมอบ “คูปองวิทย์เพื่อโอทอป” ที่เป็นการให้บริการ 6 เรื่อง คือ พัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบกระบวนการผลิต ออกแบบเครื่องจักร และพัฒนาระบบมาตรฐาน สำหรับกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม คือ ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการโอทอปเริ่มต้น   (OTOP Start Up) เช่น ประชาชนทั่วไป กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนโอทอป ผู้ประกอบการโอทอปที่ขึ้นทะเบียนแล้วและต้องการยกระดับดาว และผู้ประกอบการโอทอปที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน และต้องการเพิ่มศักยภาพในการส่งออกนั้น 


ดร.พิเชฐ กล่าวว่า ก้าวต่อไปของการทำงานนี้ คือ การดำเนินงานเชิงระบบในการยกระดับโอทอป โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน สถาบันทางการเงิน และสถาบันทางการศึกษารวม 35 หน่วยงาน ตามแนวทางประชารัฐที่เกิดจากความตั้งใจของทุกฝ่าย และมีแนวทางการจัดทัพในเวลาอันสั้นเพื่อดำเนินงานร่วมกันในปี 2560 ได้แก่ 

ด้านการส่งเสริม พัฒนา และสนับสุนนชุมชน มีหน่วยงาน 3 แห่ง ประกอบด้วย กลุ่มหัตถอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และ SCG Chemical ร่วมกันดำเนินงานการคัดกรองกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มต้นทำผลิตภัณฑ์ โอทอป กลุ่มผู้ประกอบการปัจจุบันที่ต้องการยกระดับดาว กลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออก ที่มีศักยภาพเพื่อยกระดับด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 

ด้านการยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยหน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศ (วว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)(สนช.) และสถาบันการศึกษาเครือข่ายพันธมิตร 7 แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกันดำเนินงานนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากการวิจัยและพัฒนา ที่เหมาะสมไปใช้ประโยชน์ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการสร้างสรรค์ นวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการโอทอป 


ด้านการเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐาน มีหน่วยงาน 3 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกันดำเนินงานการสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อขอการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์

ด้านการตลาดและช่องทางการจำหน่าย มีหน่วยงาน 10 แห่ง ประกอบด้วย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลจำกัด บริษัท ไทยเบเวอร์เรจ จำกัด (มหาชน) บริษัทบางจากปิโตรเลียมจำกัด บริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด บริษัทสยามพิวรรธน์จำกัด มูลนิธิสำนักงานพัฒนาตลาดวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ร่วมกันดำเนินงานการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดทั้งช่องทางการจัดจำหน่ายและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า และหน่วยงานสนับสนุนด้านการเงินและการธนาคาร มีหน่วยงาน 6 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ร่วมกันดำเนินงานการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการต่อยอดธุรกิจของผู้ประกอบการโอทอป 

ดร.พิเชฐ กล่าวต่อว่า จากการเดินทางไปพบผู้นำประเทศต่างๆทั่วโลก สิ่งหนึ่งสำคัญคือการเชื่อมโยงการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในประเทศอาเซียน ซึ่งประเทศจีนมีการพัฒนาศักยภาพด้านการแข่งขันขึ้นอย่างรวดเร็วในเกือบทุกมิติ รวมทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าขึ้นอย่างชัดเจน และในวันนี้ประเทศไทยมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นผู้นำของอาเซียนด้านเทคโนโลยี ในการเป็นประตูเชื่อมพลังการขับเคลื่อนให้แก่ทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนานาประเทศกล้าร่วมลงทุนกับไทย

ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจไทย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มบริษัทข้ามชาติ ที่เข้ามาร่วมลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรม โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ทำหน้าที่รวมพลังเชิญชวน 2.กลุ่มบริษัทไทยขนาดใหญ่ที่ร่วมสนับสนุนประชารัฐในมิติต่างๆ เช่น การพัฒนาระบบเศรษฐกิจ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสังคม ซึ่งสถิติของการลงทุนการวิจัยของประเทศไทยวันนี้มีมากกว่า 0.6% ต่อ GDP ซึ่งจากเดิมเพียง 0.25 % ต่อ GDP ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลนำโดยภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุน โดยรัฐบาลทำหน้าที่สนับสนุนการใช้มาตรการต่างๆ เช่น มาตรการทางภาษี มาตรการทางการผลิตกำลังคน 3.กลุ่มสตาร์ทอัพ เป็นกลุ่มที่สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทยในอนาคตและในช่วงต้นปี พ.ศ.2560 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ตั้งเป้าผนึกกำลังร่วมกับมหาวิทยาลัยกว่า 50 แห่ง เพื่อสร้าง อีโคซิสเต็ม สำหรับสตาร์ทอัพให้แก่อาจารย์และนักศึกษา นอกจากนี้ ในปลาย พ.ศ. 2559  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีแผนทีจะพัฒนาชุมชนสตาร์ทอัพ บนพื้นที่ส่วนหนึ่งของสยามสแควร์ และกระจายสู่ภูมิภาคต่างๆ เช่น ถนนนิมมานเหมินท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนไอเดียธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพด้วยกัน โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะทำหน้าที่สนับสนุนอย่างเต็มขีดความสามรถเพื่อการพัฒนาคุณภาพสินค้า โอทอป ให้ก้าวไกลสู่ระดับสากลด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

ซึ่งผลแห่งความสำเร็จนี้ จะทำให้ผู้ประกอบโอทอปและเศรษฐกิจฐานรากไทย ก้าวสู่ความมั่งคั่งและมั่นคงอย่างยั่งยืน มีรายได้ เกิดการสร้างงาน และเกิดนวัตกรรมจนเป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากประมาณ 2,700 ล้านบาทต่อปีต่อไป

 

ข่าวโดย : นางสาวชลธิชา แสงเทียนสุวรรณ

ภาพและวิดีโอโดย : นายเอกชัย สุนทรเดช และนายรัฐพล หงสไกร

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทร 02 333 3728-3732 โทรสาร 02 333 3834

E-mail :  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  Facebook: sciencethailand

Call center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

 

 

 

 

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมมือ เนคเทค ยกระดับห้องปฏิบัติการ ส่งเสริมระบบการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์

พิมพ์ PDF

 

               4 กรกฎาคม 2559 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.)  กับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)  ลงนามความร่วมมือด้านการส่งเสริมระบบการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์  โดยมี นางอุมาพร สุขม่วง  รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ  และนายศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการเนคเทค เป็นผู้แทนลงนาม  พร้อมประชุมนโยบายการดำเนินงานในการพัฒนากระบวนการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ตามข้อกำหนด ISO/IEC 17065  ณ ห้องประชุมอัครเมธี ชั้น 6 อาคาร ดร.ตั้ว ลพานุกรม กรมวิทยาศาสตร์บริการ

 

               นางอุมาพร สุขม่วง รองอธิบดีฯ กล่าวว่า ความร่วมมือ วศ. กับ เนคเทค ครั้งนี้มุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีความเข้มแข็ง สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองคุณภาพสามารถแข่งขันในตลาดทั้งในและต่างประเทศได้  รวมทั้งยังช่วยส่งผลต่อเนื่องให้ประชาชนได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย  โดยการบูรณาการร่วมกันจัดทำระบบการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน เพื่อยกระดับห้องปฏิบัติการ วศ. ให้เป็นหน่วยรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานข้อกำหนด มอก. 17065  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับรองคุณภาพสินค้าในประเทศไทยให้ได้หลากหลายมากขึ้น นับเป็นการบูรณาการดำเนินงานร่วมกันเพื่อสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้สินค้าไม่มีคุณภาพ  สำหรับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการเดินหน้านำระบบคุณภาพที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในการรับรองคุณภาพสินค้าสำหรับผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น

  

               นายศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าวว่า นับเป็นโอกาสสำคัญที่ 2 หน่วยงาน คือ  เนคเทค ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และการรับรองผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ กับ วศ. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการทดสอบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย จะได้ผลักดัน ให้เกิดผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม  และส่งผลให้ประชาชนได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย อย่างไรก็ตามเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายและมีความต่อเนื่องสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน จำเป็นต้องมีการวางแผนการดำเนินงานร่วมกัน  โดยเนคเทคมีความพร้อมให้ความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้

 

 

               ทั้งนี้ การลงนามความร่วมมือด้านการส่งเสริมระบบการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ ถือว่าเป็นการนำความรู้  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์รับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน อีกทั้งร่วมผลักดันให้มีหน่วยรับรอง  คุณภาพสินค้าเป็นไปตามข้อกำหนด ISO/IEC 17065 เพื่อให้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

 


ข่าวโดย : จิตลดา คณีกุล

ฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมวิทยาศาสตร์บริการ  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เลขที่ 75/7ถนนพระรามที่ 6ราชเทวี กรุงเทพฯ10400

โทร 02 201 7000  โทรสาร 0 2201 7470  เว็บไซต์ www.dss.go.th

Facebook  : www. Facebook.com /DSSTHAISCIENCE  


เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์ 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail :       อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313
 

กระทรวงวิทย์ฯ แจงขีดความสามารถการแข่งขันไทยขึ้นอันดับ 28 สถิติการใช้เน็ตนำโด่งเล่นโซเชียลติดเกมส์ ห่วงแรงงานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีขาดแคลน

พิมพ์ PDF

 

               กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (สวทน.) ชี้ไทยขึ้นอันดับ 28 จาก 30 ในการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน (IMD World Competitiveness) จากประสิทธิภาพการบริหารภาครัฐ นโยบายการเงินการคลังมีอันดับดีขึ้น ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอันดับทรงตัว ห่วงอันดับด้านการศึกษากลับลดลง สถิติการใช้อินเตอร์เน็ตไทยนำโด่งเรื่องการเล่นเกมส์ โซเชียลเน็ตเวิร์ค และดูหนังฟังเพลง ตัวเลขแรงงานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทำงานไม่ตรงสายจำนวนมาก

 

               ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการ สวทน. ได้ให้ข้อมูลว่า ไอเอ็มดี (International Institute for Management Development: IMD) ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน (IMD World Competitiveness)ล่าสุด ปี 2559 การจัดอันดับภาพรวมปีนี้ของไทยอยู่ในอันดับที่ 28 จาก 61 ประเทศ ขึ้นมา 2 อันดับ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างฮ่องกง ขึ้นอยู่ในอันดับที่ 1 และสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 4 ของโลก โดยหลักเกณฑ์การพิจารณา จะใช้เกณฑ์วัดเรื่องด้านเศรษฐกิจ ด้านประสิทธิภาพการบริหาร ด้านประสิทธิภาพทางธุรกิจ และด้านโครงสร้างซึ่งรวมถึงเรื่องการศึกษา โครงสร้างด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไว้ด้วย  โดยในปีนี้การจัดดันดับประสิทธิภาพการบริหารภาครัฐ นโยบายการเงินการคลังมีอันดับที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากอันดับที่ 27 ในปีที่แล้ว เป็นอันดับที่ 23 จึงส่งผลให้การจัดอันดับโดยรวมขึ้นมาในอันดับที่ 28 ได้ ในขณะที่อันดับประสิทธิภาพทางธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานมีอันดับลงลงเล็กน้อย หากพิจารณาเกณฑ์วัดเรื่องการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักปัจจัยหนึ่งของการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะเห็นว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แต่โดยภาพรวมประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ หากเปรียบเทียบกับประเทศทั่วโลกหรือในภูมิภาคเดียวกัน โดยรั้งอันดับที่ 47 มา 2 ปีซ้อน

 

               ดร.กิติพงค์ฯ กล่าวต่อว่าผลการประมาณการตัวเลขการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของไทย พบว่าสัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย (Gross domestic expenditure on R&D : Gross domestic product -GERD:GDP) ปี 2558 ตัวเลขการลงทุนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.65 โดยคาดว่าตัวเลขสัดส่วนการลงทุนจะขึ้นไปถึงร้อยละ 1 ได้ในปี 2561 และมีสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนต่อภาครัฐที่ 71:29 หากสถิติเป็นไปตามที่คาด อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยจะสูงขึ้นไปอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศแรกอย่างแน่นอน

 

               หากพิจารณาตัวเลขด้านทรัพยากรบุคคลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพิจารณาการเลื่อนอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ พบว่า ณ สิ้นปี 2557 ตัวเลขบุคลากรวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน มีจำนวนประมาณ 84,000 คน คิดเป็นสัดส่วน 13 คน ต่อประชากร 10,000 คน แต่ยังถือว่าเรายังอยู่ในอันดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อาทิ สัดส่วนบุคลากรวิจัยของประเทศมาเลเซียมีจำนวน 21 ต่อ ประชากร 10,000 หรือประเทศสิงคโปร์มีสัดส่วน 77:10,000 คน เป็นต้น “เป้าหมายคือเราต้องขยับสัดส่วนบุคคลากรวิจัยให้ถึง 25 คน ต่อประชากร10,000 คนในปี 2564” ดร.กิติพงค์ฯ กล่าว

 

               หากมองลงไปถึงกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศไทยที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีจำนวนประมาณ 3.97 ล้านคน เติบโตจากปี 2557 ร้อยละ 5.2 ในจำนวนนี้พบว่ามีคนที่จบการศึกษาสายวิทยาศาสตร์ แต่ทำงานไม่ตรงสาย มากถึง 1.5 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงถึงแนวโน้มการขาดแคลนแรงงานและบุคลากรเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคตได้

  

               ดร.กิติพงค์ฯ กล่าวทิ้งท้ายในเรื่องดัชนีชี้วัดด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีในปี 2558 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่42 โดยเลื่อนอันดับขึ้นมาจาก 44 ว่ามีตัวเลขที่น่าสนใจคือ สถิติด้านไอซีทีในปี 2558 จำนวนครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์มีเพียงร้อยละ 34 ในขณะที่ประเทศมาเลเซียมีสัดส่วนครัวเรือนทีมีเครื่องคอมพิวเตอร์ ร้อยละ 67 ประเทศสิงคโปร์มีสัดส่วนร้อยละ 88  โดยประเทศไทยมีสถิติกิจกรรมการใช้งานบนอินเตอร์เน็ต ในการเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ค การอัพโหลด ดาว์นโหลดหนัง เพลง และเล่นเกมส์มากถึง 53% แต่สถิติด้านการสืบค้นหาความรู้ ใช้งานและเรื่องการเรียนมีเพียง 26% เท่านั้น


 

ขอข้อมูลเพิ่มเติมงานประชาสัมพันธ์ : นางสาวนิรมล เทพทวีพิทักษ์ หรือ นางสาวมนต์ศิริ ธรมธัช

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)

โทรศัพท์ 02 160 5432 ต่อ 703 (นิรมล) หรือ 081 – 9225149 (มนต์ศิริ)

อีเมล    อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน    Website: www.sti.or.th


เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์ 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail :      อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313
 
 
Tags IMD - สวทน.
 

ประชารัฐร่วมใจยกระดับโอทอปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

พิมพ์ PDF



               วันนี้เตรียมพบกับพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ประชารัฐร่วมใจยกระดับโอทอปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม" ระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับ หน่วยงานเครือข่ายส่งเสริมและสนับสนุนการยกระดับโอทอปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม” ในวันอังคารที่ 5 กรกฏาคม 2559 เวลา 14.00 -16.30 น. ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถนนพระราม 6  

 

 

 

 

กลุ่มงานถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี (สส.) 
โทร. 02 333 3841


กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทร. 02 333 3728-3732   โทรสาร 02 333 3834

E-Mail:    อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน    Facebook : sciencethailand

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร. 1313 

 

ก.วิทย์ เตรียมใช้วิธีทางเลือกอื่น ทดแทนสัตว์ทดลองในประเทศไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

พิมพ์ PDF
 
 
 
 
 
    อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เป็นประธานแถลงข่าว “ความร่วมมือการทดสอบความปลอดภัยของยาและเครื่องสำอางโดยลดการใช้สัตว์ทดลอง พร้อมทั้งเยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องสำอาง (ต้นแบบ) ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบทางนาโนเทคโนโลยีขั้นสูง และหน่วยปฏิบัติการผลิต ผลิตภัณฑ์เพื่อเซลล์และยีนบำบัด ” ภายใต้ความร่วมมือ ของ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) สวทช. หน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมี ดร. นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ ดร. ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. และ ศ.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทค สวทช. ร่วมแถลงข่าว 
 
     ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และส่งออกผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิว  สูงสุดเป็นอันดับที่ 12 ของโลก อีกทั้งยังเป็นประเทศผู้ผลิตเครื่องสำอางเป็นอันดับที่ 17  มูลค่าทางการตลาดด้านเครื่องสำอางคิดเป็น 2 แสนห้าหมื่นล้านบาท และมีมูลค่าการส่งออก 1 แสนล้านบาท ด้วยอัตราการเจริญเติบโตมากถึง 8 – 10% ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเครื่องสำอางของประเทศไทยสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออก และให้สามารถส่งออกไปขายยังกลุ่มสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย เช่น ประเทศอินเดีย ประเทศอิสราเอล ที่มีการประกาศยกเลิกการใช้สัตว์ทดลองสำหรับการทดสอบองค์ประกอบและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและการขายหรือการนำเข้า ทั้งนี้ ในอนาคตผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง จะใช้บริการต่างๆ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เพื่อทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการส่งออกและเป็นที่ยอมรับกับมาตรฐานเดียวกันกับอียู และเป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืนและเข้มแข็งมากขึ้น
 
 
 
 
 
    ดร.พิเชฐ กล่าวต่อว่า ขณะนี้รัฐบาลมีความประสงค์ให้ใช้ระบบบัญชีนวัตกรรมในการสร้างนวัตกรรมและขยายตลาดนวัตกรรม ซึ่งเป็นดำริของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปสู่ประเทศที่มีการสร้างนวัตกรรมให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯได้จัดตั้งโครงการบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทยสำหรับงานด้านใดที่เข้าข่ายบัญชีดังกล่าว รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนเงินลงทุนให้จนสามารถนำไปเข้าบัญชีนวัตกรรมได้  สำหรับสิ่งที่เป็นผลผลิตของโครงการการทดสอบความปลอดภัยของยาและเครื่องสำอางหวังว่าจะสามารถเชื่อมต่อไปยังอุตสาหกรรมด้านอาหารได้อนาคต เพราะกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีโครงการฟู๊ดอินโนโพลิสหรือนวัตกรรมเมืองอาหาร ซึ่งขณะนี้โครงการ ฟู๊ดอินโนโพลิส, สตาร์ทอัพ ไทยแลนด์ เป็นสิ่งรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเข้มข้น 
 
 
 
   ดร. นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยได้ลงนามในข้อตกลง Agreement on ASEAN Harmonized Cosmetic Regulatory Scheme (AHCRS) และได้จัดทำบทบัญญัติเครื่องสำอางแห่งอาเซียน ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องควบคุมกำกับดูแลให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายต้องเป็นไปตามข้อตกลง ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเครื่องสำอางของประเทศไทยสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออก และให้สามารถส่งออกไปขายยังกลุ่มสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ที่มีการประกาศยกเลิกการใช้สัตว์ทดลอง และเพื่อให้ประเทศไทยเกิดความพร้อมและดำเนินการให้สอดคล้องกับ ASEAN Cosmetics Directive ตลอดจนให้เกิดการผลักดัน สร้างความตระหนัก และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาวิธีทางเลือกอื่นที่ไม่ใช้สัตว์ทดลอง (alternative methods) สำหรับการทดสอบความปลอดภัยและความเป็นพิษ  ประกอบกับได้มีการหารือความร่วมมือกับบริษัท EPISKIN ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา   
 
  ดังนั้น TCELS จึงหารือความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นหน่วยงานให้บริการทดสอบทางพิษวิทยา และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) สวทช. เป็นหน่วยงานให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางด้านนาโนเทคโนโลยี รวมทั้งการวิเคราะห์ทดสอบทางด้านนาโนเทคโนโลยี  ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน ได้พิจารณาถึงการใช้วิธีทดสอบมาตรฐานสากล และมีการใช้วิธีทางเลือก (alternative tests) โดยใช้เซลล์และแบบจำลองสามมิติของผิวหนังชั้นนอก ที่อ้างอิงตามมาตรฐานสากลของ OECD Guidelines ด้วย และความร่วมมือในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันและสร้างความตระหนักในเรื่องการทดสอบความปลอดภัยและความเป็นพิษต่อผิวหนังโดยวิธีทางเลือกอื่นที่ไม่ใช้สัตว์ทดลองให้เกิดในประเทศไทย โดยในปี 2559 จะมีการจัดประชุมวิชาการ The 1st Thailand Meeting on Alternatives to Animal Testing ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ Part 1: New Paradigm and Alternative Methods in Skin Irritation Testing ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 Close Session Workshop "Alternative Methods with Training on Skin Irritation Test According to OECD TG439" ระหว่างวันที่ 13 – 14 กรกฎาคม 2559 และ Part II: Understanding and Acceptance of Alternative Methods ระหว่างวันที่ 24-25 สิงหาคม 2559 ทั้งนี้ในระยะยาวมีเป้าหมายในอนาคตให้เกิดผลิตภัณฑ์ชุดทดสอบหรือการให้บริการการทดสอบความปลอดภัยและความเป็นพิษใช้วิธีทางเลือก (alternative tests) ในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องสำอาง
 
 
 
 
    ศ.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า ศูนย์โนเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางด้านนาโนเทคโนโลยี รวมทั้งการวิเคราะห์ทดสอบทางด้านนาโนเทคโนโลยี ซึ่งป็นหน่วยงานที่ได้นำวิธีทางเลือกทดแทนการใช้สัตว์ทดลองด้วยระบบสิ่งไม่มีชีวิต (in vitro) เช่น การใช้เซลล์เพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อสังเคราะห์ การสร้างแบบจำลองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (computer simulation) มาทำการศึกษาและให้บริการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านการก่อระคายเคืองต่อผิวหนังโดยใช้แบบจำลองสามมิติของผิวหนังชั้นนอก (RhE) ซึ่งได้การตรวจสอบและรับรองที่มีมาตรฐานสากล 
“ในปีนี้ทางศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติจะมุ่งเน้นด้านการพัฒนาบุคลากรในการปฏิบัติงานด้านวิจัยและพัฒนาการทดสอบความเป็นพิษ/การระคายเคืองต่อผิวหนัง ด้วยการใช้เนื้อเยื่อผิวหนังชั้นนอกแบบสามมิติ (3D tissue construct) หรือ RhE ตามแนวทางมาตรฐานสากล และในปีต่อๆ ไปจะเป็นการวิจัยและพัฒนาเนื้อเยื่อแบบสามมิติที่มีความคงตัวทางกายภาพและการตอบสนองทางชีวภาพที่คล้ายคลึงกับผิวหนังชั้นนอกของมนุษย์ เพื่อใช้พัฒนาต่อยอดเป็นชุดทดสอบความเป็นพิษต่อผิวหนังและทำการศึกษาเปรียบเทียบกับชุดทดสอบมาตรฐานที่ได้รับการรับรองแล้วต่อไป” ศ.นพ. สิริฤกษ์ กล่าวและว่า
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความตระหนักและสามารถนำองค์ความรู้จากการอบรมไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน หรือเกิดการพัฒนาวิธีทางเลือกอื่นที่ไม่ใช้สัตว์ทดลอง (alternative methods) สำหรับการทดสอบความปลอดภัยและความเป็นพิษต่อผิวหนังในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์อุปโภคและบริโภคของประเทศไทยต่อไป
 
 
 
 
   ดร. ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทาง วว. มีความพร้อมในการทดสอบและวิจัยด้านพิษวิทยาโดยใช้เซลล์แทนการใช้สัตว์ทดลองแล้ว ทั้งที่อยู่ในงานวิจัย และงานบริการทดสอบ ด้วยเทคโนโลยีฟลูออเรสเซ็นต์ ซึ่งสามารถประเมินผลการทดสอบได้โดยเครื่องมือที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยด้านการแพทย์ในระดับเซลล์และชีวโมเลกุล โดยสามารถวิเคราะห์การมีชีวิตของเซลล์ เพื่อติดตามเซลล์และโมเลกุลแบบระบบปิด บันทึกภาพต่อเนื่องด้วยชุดกล้องฟลูออเรสเซ็นต์ ที่มีความเร็วสูง สามารถถ่ายภาพเป็นจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งสามารถสนองตอบต่อการใช้เซลล์ทดแทนการใช้สัตว์ทดลองเพื่อทดสอบความเป็นพิษในงานวิจัยได้อย่างแม่นยำและและมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการแถลงข่าวครั้งนี้ 3 หน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทย์ฯ ยังได้ประกาศความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานทางห้องปฏิบัติการของประเทศไทย เพื่อรองรับวิธีการอื่นทดแทนการใช้สัตว์ทดลอง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ ได้เข้าเยี่ยมชม โครงสร้างพื้นฐานะและห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือครบครัน ประกอบด้วย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ มี ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบทางนาโนเทคโนโลยีขั้นสูง (National Advanced Nano-characterization Center: NANC ) ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ทดสอบทางด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศคู่ค้าที่มีการบังคับใช้กฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยี ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดยการลดเวลาและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการส่งตรวจที่ต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคจากการใช้ผลิตภัณฑ์นาโนทั้งในส่วนที่ผลิตเองในประเทศและผลิตภัณฑ์นาโนที่นำเข้าจากต่างประเทศ  ซึ่งมีความพร้อมในการให้บริการงานวิจัยและทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสารที่เป็นส่วนประกอบ พร้อมทั้งมีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการวิจัยและพัฒนาให้คำปรึกษาโดยการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบการกำหนดกฏระบียบ และมาตรฐาน
 
 
 
 
   นอกจากนั้นแล้ว ศูนย์นาโนเทคฯ ได้เปิดต้นแบบโรงงานผลิตเครื่องสำอางมาตรฐาน GMP ซึ่งพร้อมให้บริการสนับสนุนภาคเอกชนโดยที่ลงทุนจัดตั้งศูนย์วิเคราะห์ทดสอบกลางและจัดตั้งโรงงานต้นแบบในระดับ Pilot Scale เพื่อทดลองผลิตแก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนภาคอุตสาหกรรม, SMEs และ OTOP ในรูปแบบ One-Stop Service ก่อนการลงทุนผลิตในระดับอุตสาหกรรมจริง อาทิ ให้บริการผลิตอนุภาคนาโน เครื่องสำอาง และเวชสำอาง ในระดับทดลองผลิตก่อนผลิตระดับอุตสาหกรรมจริง ตามมาตรฐาน ASEAN GMP การให้บริการวิเคราะห์คุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ตามมาตรฐาน ASEAN GMP เพื่อการยื่นขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ช่วยยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราจ้างงานในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางที่มีมากกว่า 1 ล้านอัตรา
 
     สำหรับ วว. จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน BIO-Innovative Centre หรือ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม : โพรไบโอติกและพรีไบโอติก ประกอบด้วยห้องปฎิบัติการสำคัญด้าน “หน่วยวิจัยชีวภาพด้วยเซลล์ : Cell-Based Research Unit (CBRU)” ซึ่งเป็นห้องปฎิบัติการที่เป็นระบบ Clean room ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 (Biosafety Level 2) ที่มีศักยภาพสำหรับรองงรับการทดสอบความปลอดภัยของยาและองค์ประกอบของเครื่องสำอางได้ในระดับสากล
 
    อย่างไรก็ตามการริเริ่มของหน่วยงานในกระทรวงวิทย์ฯ ทั้ง 3 หน่วยงานครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันให้เกิดการต่อยอดผลงานวิจัยสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุดทดสอบหรือการให้บริการการทดสอบความปลอดภัยและความเป็นพิษต่อผิวหนังโดยวิธีทางเลือกอื่นที่ไม่ใช้สัตว์ทดลองให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อสร้างขีดความสามารถให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยที่ได้มาตรฐานเดียวกับทั่วโลก

 
ที่มาข้อมูล : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 

โทรศัพท์ 0-2564-7000   โทรสาร 0-2564-7001-5 
Call Center 0-2564-8000   E-mail:    อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 

ข่าวโดย : นางสาวชลธิชา แสงเทียนสุวรรณ

ภาพข่าวและวีดิโอ : นายภูมินทร์ ปั้นเล็ก,นายไววิทย์ ยอดประสิทธิ์

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทร. 02 333 3728-3732   โทรสาร 02 333 3834

E-Mail:       อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน    Facebook : sciencethailand

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร. 1313 



 
 
หน้า 15 จาก 601
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป