กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน

ข่าวสารหน่วยงาน

รวบรวมข่าวสารประชาสัมพันธ์ และข่าวทั่วไป ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คลอบคลุม ทั้ง ข่าวกิจกรรม ภาพข่าวกิจกรรมของ หน่วยงานในสังกัดกระทรวง

 



ก.วิทย์ฯ จัด “กิจกรรมวิเทศสัญจร ครั้งที่ 4” เสริมสร้างการดำเนินงานด้านต่างประเทศ

พิมพ์ PDF

               

              เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2559 - ณ โรงแรมโครานารี่ คอร์ทยาร์ด บูทีค จ.นครราชสีมา สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศและวิเทศสัมพันธ์ สำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ (สม.สป.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโทคโนโลยี (วท.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายวิเทศสัมพันธ์ วท. “กิจกรรมวิเทศสัญจร ครั้งที่ 4” ระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2559 เพื่อเสริมสร้างแนวทางการดำเนินงานทางด้านต่างประเทศของ วท. พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการวางแผนการดำเนินงานในปี 2560 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ (สป.วท.) และผู้แทนจากหน่วยงานภายในสังกัด 

 


               บรรยากาศภายในการประชุมได้มีการสรุปผลการดำเนินงานด้านต่างประเทศ จากหน่วยงานภายในสังกัด วท. สรุปการดำเนินดำเนินโครงการความร่วมมือด้าน วทน. กับประเทศอาเซียน และสรุปรายงานการจัดทำข้อเสนอแนะยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงปักกิ่ง เป็นต้น 

 


               สำหรับกิจกรรมวิเทศสัญจร เกิดขึ้นมาจากผลการประชุมเครือข่ายวิเทศสัมพันธ์กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกิจกรรมให้เกิดการสร้างเครือข่ายวิเทศสัมพันธ์ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และใช้เป็นกลไกให้เกิดการพัฒนาทักษะนักวิเทศสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ โดยกิจกรรมวิเทศสัญจรนี้จะจัดอย่างต่อเนื่องหมุนเวียนตามหน่วยงานภายในสังกัด วท. ซึ่งได้จัดมาแล้ว 3 ครั้ง ณ สำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโทคโนโลยี (สป.วท.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และ กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) โดยครั้งที่ 4 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2559 ณ โรงแรมโครานารี่ คอร์ทยาร์ด บูทีคและสถาบันวิจัยแสงซินโครตอรอน (องค์การมหาชน) (สซ.) 

 


 

 

ข่าวโดย : นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์

ภาพและวิดีโอโดย : นางสาวพจนพร แสงสว่างและนายภูมินทร์ ปั้นเล็ก 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail :         อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  Facebook : sciencethailand

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313 

 

ก.วิทย์ฯ โดย สวทช. จับมือ สกว. และสถานทูตอังกฤษ เปิดเวทีให้นักวิจัยก้าวสู่โลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและสร้างเครือข่ายกับนักลงทุนในภูมิภาค

พิมพ์ PDF

 

อ่านเพิ่มเติม...
 

ก.วิทย์ฯ ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 12 สิงหาคม 2559

พิมพ์ PDF

 

       6 กรกฏาคม 2559  เวลา 15.15 น. ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำทีมคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด     กระทรวงฯ ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ทีวี (ช่อง 9) ถนนพระรามที่ 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

 

 

 

ข่าวโดย : นางสาวชลธิชา แสงเทียนสุวรรณ

ภาพและวิดีโอโดย : นายรัฐพล หงสไกร

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทร 02 333 3728-3732 โทรสาร 02 333 3834

E-mail :   อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  Facebook: sciencethailand

Call center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

 

ก.วิทย์ จับมือ ก.คลัง เปิดช่องทางใหม่ให้เอกชนรับรองโครงการวิจัยด้วยตนเอง

พิมพ์ PDF

 เพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษี 300% ได้สะดวก รวดเร็ว และหนุนการทำวิจัยเพิ่มมากขึ้น

 

 

      กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ กระทรวงการคลัง เปิดช่องทางใหม่ ให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษี 300% ได้ด้วยตนเอง (Self-Declaration) สำหรับโครงการวิจัยฯ ที่มีมูลค่าโครงการไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยการขอรับรองระบบบริหารการวิจัยฯ เป็นรายบริษัท แทนการรับรองโครงการวิจัยฯ เป็นรายโครงการแบบเดิม (Pre-approval) ซึ่ง สวทช. และ วว. จะทำหน้าที่ตรวจประเมินระบบบริหารการวิจัยฯ ตามข้อกำหนดที่พัฒนาขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความสะดวกในการขอใช้สิทธิยกเว้นภาษี 300% และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนทำวิจัยมากขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมและยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศต่อไป ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ๔ กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 

 

       ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า  สาเหตุสำคัญที่เราจำเป็นต้องมีกลไกภาษี 300% เนื่องจากเป้าหมายของประเทศไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมายังไม่เคยทำได้ คือการทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมอุดมปัญญา แต่ตราบใดที่เรายังไม่ได้ลงทุนในการสร้างความรู้และนวัตกรรม  ลงทุนวิจัยที่เพียงพอสำหรับประเทศที่มีประชากร 60-70 ล้านคน ข้อสรุปที่สำคัญที่กระทรวงที่เกี่ยวข้อง คือประเทศไทยจะต้องมีตัวเลขการลงทุนวิจัยและสร้างนวัตกรรม 1% ของ GDP
     มาตรการภาษี 300% เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของนโยบาย 1% GDP นี้ ในปี 2557 ตัวเลขไตร่ขึ้นจาก 0.25% มาเป็น 0.47% ของ GDP เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาเราตั้งเป้าตั้งแต่ปี 2557 โดยมีมาตรการทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม 5 ข้อ ได้แก่ ข้อ 1 จะพยายามทำให้ตัวเลข 0.25% หรือ 0.47% เพิ่มขึ้นเป็น 1% จากการสำรวจตัวเลขรวมกันระหว่างการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ในปี 2558 ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 0.60% ของ GDP และในปี 2559 นี้ อยู่ที่ประมาณ 0.70% ของ GDP เนื่องจากการจัดทำงบประมาณปี 2560 ส่วนของรัฐบาลกำลังจะนำเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะอยู่ที่ประมาณ 0.80% ของ GDP นโยบาย 1% ต้องการให้ภาคเอกชนนำ ในอดีตที่ผ่านมามาตรการภาษี 200% มีส่วนทำให้การลงทุนวิจัยและพัฒนาของประเทศดีขึ้น 300% น่าจะดีขึ้นอีก
 

 

   

 

     นายวิสุทธิ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเปิดช่องทางใหม่ให้เอกชนใช้สิทธิรับรองตามมาตรการยกเว้นภาษี 300% เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศมีการลงทุนทำวิจัย พัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามนโยบายนี้กำหนดเป้าหมายเพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศภายในปี 2564 วันที่เริ่มมาตรการภาษีนี้ (1 มกราคม 2558) มีภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเพิ่มแรงจูงใจสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่า เพิ่มเป็น 3 เท่า มาตรการนี้เป็นมาตรการแรกที่กระทรวงการคลังให้ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลงทุนทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาหักเป็นรายจ่ายได้มากถึง 3 เท่า เพื่อเป็นช่องทางใหม่ให้เอกชนดำเนินการตามมาตรการนี้ได้อย่างสะดวก กระทรวงฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขด้วยวิธี Self-Declaration คือ
     1. เป็นโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้าน
     2. บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเคยดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามละนวัตกรรม (RDMIS) และได้รับการขึ้นทะเบียนโดย สวทช. หรือหน่วยงานอื่นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด
     3. บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จัดทำรายละเอียดโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมฉบับเต็ม (Full Paper) รวมทั้งจัดเก็บบันทึกการวิจัย สรุปผล และรายงานการวิจัยไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจประเมินภายหลัง
     4. โครงการที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจาก สวทช. แล้ว
     5. บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับการตรวจประเมินระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมฉบับเต็ม (Full Paper) รวมทั้งจัดเก็บบันทึกการวิจัย สรุปผล และรายงานการวิจัยไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจประเมินภายหลัง

 

 

 

     ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร ได้กำหนดมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินการรับรองโครงการพัฒนาเทคโนโลยีของผู้ประกอบการภาคเอกชน เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับรายจ่ายที่จ่ายไปทางด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเริ่มมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2545 จากการดำเนินงานมาจนถึงปี 2558 มีจำนวนผู้ประกอบการยื่นขอรับรองงานวิจัยเพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี จำนวน 305 ราย และมีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการที่เคยยื่นขอรับรองงานวิจัยในปีแรกกลับมายื่นขอซ้ำในปีต่อมา โครงการที่ยื่นขอรับรองทั้งสิ้น 3,236 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 11,808 ล้านบาท และได้มีการรับรองโครงการไปแล้ว 2,834 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 9,886 ล้านบาท โดยผู้ยื่นขอรับรองโครงการส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีทุนจดทะเบียนเกิน 200 ล้านบาท กลุ่มที่ 2 ธุรกิจขนาดกลาง ทุนจดทะเบียนเกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท และกลุ่มขนาดเล็กมีจำนวนน้อย คือ กลุ่มธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 50 ล้านบาท  โดยมีประเภทอุตสาหกรรมเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ เกษตร ยาและเคมีภัณฑ์ การก่อสร้างและวัสดุการก่อสร้าง กระดาษและการพิมพ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารและอาหารสัตว์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ โลหะและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนผู้รับทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี จำนวน 431 ราย
     จากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 มีมติเห็นชอบมาตรการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของภาคเอกชน ด้วยการเพิ่มการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับค่าใช้จ่ายในการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และได้มีพระราชกฤษฎีกาฯ ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 598 พ.ศ.2559 กำหนดให้มีการปรับปรุงการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัท ห้างร้าน หรือนิติบุคคล กรณีรายจ่ายเพื่อการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่อธิบดีกรมสรรพากรได้รับการประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาจากเดิม 2 เท่า เป็น 3 เท่าของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปจริง มีระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2562 และประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 391 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับรายจ่ายเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2559 โดยกำหนดให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำรายจ่ายที่ได้จ่ายไปในการวิจัยพัฒนา เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้โดยไม่ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโครงการวิจัย หรือการใช้สิทธิรับรองตนเอง เรียกว่าวิธีการ Self-Declaration 

 

   

 

      ด้าน ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า “วว. มีสำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body; CB) ที่ให้บริการตรวจประเมินและรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐานสากล อาทิ ISO 9001, ISO 14001, OHSAS 18001, GMP, HACCP และ ISO 22000 เป็นต้น ดังนั้น จึงเชื่อมั่นได้ว่าการทำงานร่วมของทั้ง 2 หน่วยงานจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาระบบบริหารการวิจัยฯ ให้มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่นำระบบนี้ไปประยุกต์ใช้ และเมื่อเชื่อมโยงในการใช้สิทธิยกเว้นภาษี 300% จะเป็นกลไกสำคัญอีกอันหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการผลักดันด้านการลงทุนงานวิจัยมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นต่อระบบเศรษฐกิจของชาติต่อไป” 

 

 

 

 

 

 เขียนข่าวโดย : ปราโมทย์ ป้องสุธาธาร
ภาพ : ภูมินทร์ ปั้นเล็ก
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail :     อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน     Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

 

 

รมช.พาณิชย์และเลขาฯ สวทน. ขยายความเข้าใจ "ไทยแลนด์ 4.0"

พิมพ์ PDF

  

 

                 ภายหลังกิจกรรมเวทีเสวนาและการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “NBT World Forum : ขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0” เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคมที่ผ่านมา ได้มีปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ปฏิรูปประเทศไทยสู่ประเทศไทย 4.0” โดย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการพาณิชย์ กล่าวถึงการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ประเทศไทย 4.0 ได้อย่างกระชับและเข้าใจ  

 

                 ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า ก่อนที่จะมาเป็น 4.0 เริ่มต้นที่ 1.0 นั้นคือ การพัฒนาการเกษตร ซึ่งยังไม่ได้มองเรื่องของการนำเทคโนโลยีใด ๆ เข้ามาใช้ในยุคนี้มากนัก จากนั้นพยายามสอดรับกับกระแสโลกนำมาสู่ 2.0 คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมเบา เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ อาหารกระป๋อง ต่อมาเห็นว่าไทยควรจะสร้างอุตสาหกรรมเองในยุคนี้จึงเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย  แต่ก็มิอาจทนกับกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ทำให้ไทยเปลี่ยนผ่านสู่ 3.0 คือ เน้นเรื่องอุตสาหกรรมหนักที่มีความซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ขณะเดียวกันยุคนั้น ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก นำทุนและเทคโนโลยีมหาศาลเข้ามาในประเทศไทย แต่ข้อเสียคือ ไทยไม่ได้นำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาพัฒนาหรือต่อยอด ในที่สุดก็นำพามาสู่ 3 กับดัก 1. ความไม่สมดุล ทุ่มเทไปกับเศรษฐกิจโดยทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมากมาย ไม่สร้างสมดุลให้กับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม  2. เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นในสังคมอย่างมากมาย เช่น คนจนกับคนรวย คนเมืองกับคนชนบท คนได้โอกาสกับคนด้อยโอกาส นำมาสู่ความรุนแรงเกิดเป็นสังคม 2 ขั้วในครั้งที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด และ 3. ไทยรวยกว่านี้ไม่ได้แล้ว หมายถึง เมื่อย้อนหลังกลับไป 50 ปี ไทยมีรายได้เติบโตในระดับปานกลางมาโดยตลอด แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหาใหม่แต่ไม่เคยมีรัฐบาลใดใส่ใจทั้ง 3 กับดักนี้ 


                 “สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ เปลี่ยนจากรายได้ปานกลางไปยังรายได้สูง ต้องเกิดการกระจายไปทุกภาคส่วน ไม่กระจุกที่ส่วนใดส่วนหนึ่งเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และต้องควบคู่ไปกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นประเทศไทย 4.0 คือ การปฏิรูปสิ่งเดิมอย่างเป็นรูปธรรมสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้วยตัวเอง เพื่อให้ยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองโดยผ่านเทคโนโลยีได้”  ดร.สุวิทย์ กล่าว  

  

 

 

               นั้นหมายความว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ล้วนมีส่วนช่วยผลักดันประเทศไทยสู่ ประเทศไทย 4.0 ทั้งนั้น ในวันเดียวกัน ดร.กิติพงศ์ พร้อมวงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ได้กล่าวถึงประเด็นเมืองนวัตกรรมอาหารกับการก้าวอย่างไรสู่ประเทศไทย 4.0 ไว้บนเวทีเสวนาไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน 

       

 

               ดร.กิติพงศ์ พร้อมวงศ์ เลขาธิการฯ สวทน. กล่าวว่า กระทรวงวิทย์ฯ เป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ เนื่องจากการขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 มีเป้าหมายครอบคลุม 5 ด้านสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทย 4.0 โดยในที่นี้จะยกตัวอย่างในด้านที่ วท.มีบทบาทเกี่ยวข้อง คือ ด้านอาหารและการเกษตร เช่น สตาร์ทอัพไทยแลนด์ (Start up) โดยขณะนี้กำลังจะกระจายสู่ส่วนภูมิภาค เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมผู้ประกอบการในทุกด้านอย่างเต็มที่ พร้อมให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพว่า หากไม่รู้จักกับคำว่าล้มก็ไม่รู้จักคำว่าประสบความสำเร็จ นอกเหนือจากนั้น คือ เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ที่มาจากองค์ความรู้สู่นโยบายที่นำมาปฏิบัติจริง โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาสู่การแปรรูป ถึงจะแข่งขันกับคู่แข่งและวิกฤตโลกได้ และหากวิเคราะห์ถึงจุดแข็งของไทยพบว่ายังมีอยู่มาก เพราะไทยเป็นอันดับ 14 การเป็นครัวของโลก แต่กลับกันไทยไม่มีศูนย์กลางนวัตกรรมอาหาร ทั้งที่หลายฝั่งจากทั่วโลกได้มีศูนย์นวัตกรรมอาหารไปแล้ว เช่น ฝั่งอเมริกาเหนือ ฝั่งยุโรป 

 

               “กระทรวงวิทย์ฯ เห็นควรให้เกิดเมืองนวัตกรรมอาหาร สู่นโยบายและปฏิรูปประเทศไทยจากฐานเกษตรสู่การแปรรูปโดยใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น โดยรัฐจะทำหน้าที่ส่งเสริมทุกส่วนและจึงดึงเอกชนมาลงทุนของการวิจัยโดยรัฐฯทำหน้าที่สนับสนุน ทั้งนี้ ได้จัดตั้งให้เมืองนวัตกรรมอาหารนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ 200 ไร่และเตรียมพร้อมสำหรับการวิจัยและพัฒนาจากทุกภาคส่วน สุดท้ายผลที่ได้คือมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นจะกลับไปยังห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) จะตกอยู่กับเกษตรกรในที่สุด” ดร.กิติพงศ์ กล่าว

 

 

 

               อาจสรุปได้ว่า ประเทศไทย 4.0 เป็นการปฏิรูปประเทศเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดัก 3 สิ่ง คือ ความไม่สมดุล ความเหลื่อมล้ำ และรายได้ประเทศที่ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อีกแล้ว โดยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม ซึ่งหลายหน่วยงานกำลังเดินหน้าให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับโครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร และอีกหลายหน่วยงานที่ยังไม่ได้กล่าวถึง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ ประเทศไทย 4.0 ให้เร็วที่สุด


ข่าวโดย : นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์ 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail :        อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  Facebook : sciencethailand

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313 

 
หน้า 14 จาก 601
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป