กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน

ข่าวสารหน่วยงาน

รวบรวมข่าวสารประชาสัมพันธ์ และข่าวทั่วไป ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คลอบคลุม ทั้ง ข่าวกิจกรรม ภาพข่าวกิจกรรมของ หน่วยงานในสังกัดกระทรวง

 



3 ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสุดเจ๋ง คว้ารางวัล ‘นวัตกรรมธุรกิจระดับประเทศ’

พิมพ์ PDF


              เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2559  - ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ล สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จัดงาน "Regional Science Park Innovation Day 2016 (RSP)" ระหว่างวันที่ 9 - 10 กรกฎาคม 2559 เพื่อเผยแพร่ความสำเร็จของนวัตกรรมธุรกิจที่ใช้บริการของอุทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์ในภูมิภาคต่าง ๆ พร้อมกับมอบรางวัลนวัตกรรมระดับประเทศ (MOST Innovation Awards 2016) เพื่อเชิดชูนักวิจัยและผู้ประกอบการ โดยมี รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดงานและให้เกียรติมอบรางวัลในครั้งนี้ 

 

   

 รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

 

              รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีนโยบายในการสร้างฐานให้อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค 3 แห่ง ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้เป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่ภาคเอกชน โดยมีบริการที่หลากหลาย เช่น บริการห้องปฏิบัติการพร้อมการวิเคราะห์ทดสอบและรับรองมาตรฐาน การบริการพื้นที่ให้เช่า การบ่มเพาะธุรกิจ การแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี และการทำวิจัยร่วมกับภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนทำวิจัยและพัฒนา นำทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานวิจัยและพัฒนาในภาครัฐมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อให้เชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการฐานธุรกิจเทคโนโลยีอย่างยั่งยืนสำหรับเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

 
 

 บรรยากาศภายในงาน

 

               “อุทยานวิทยาศาสตร์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศให้เข้มแข็ง และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคก็เปรียบเสมือนเป็นประตูผ่านเพื่อให้ท้องถิ่นได้รับโอกาสในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยอาศัยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายซึ่งมีความพร้อมด้านองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการ และบุคลากร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนทำวิจัยและพัฒนาซึ่งจะทำให้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญสามารถข้ามไปสู่ภาคการผลิตและบริการได้อย่างคล่องตัว” รศ.ดร.วีระพงษ์ กล่าว 

 


รางวัล MOST Innovation Awards

 

              นอกจากนี้ กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย นิทรรศการแสดงบทบาทภารกิจของ สอว. เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการที่รับบริการจากอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเพื่อเปิดโอกาสทางการตลาด ตลอดจนได้พบปะกับภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐบาลโดยตรง  ซึ่งรางวัล MOST Innovation Awards ระดับประเทศในปีนี้ได้แก่ 

 

พิธีมอบรางวัลสาขานักธุรกิจนวัตกรรม 

 

1. สาขานักธุรกิจนวัตกรรม 

 

              - รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ กาแฟลุงเป๋อ 3 in 1 โดยคุณนฤมล ทักษอุดม ได้รับบริการจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 


              - รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฮาร์ดดิสไดร์ฟที่มีประสิทธิภาพสูง โดยคุณชินกร สมยา ได้รับบริการจาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 


              - รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา โดยคุณคุนัญญา แก้วหนู ได้รับบริการจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

 

พิธีมอบรางวัลสาขานวัตกรรมเชิงพาณิชย์ - กระบวนการนวัตกรรม

 

2. สาขานวัตกรรมเชิงพาณิชย์ - กระบวนการนวัตกรรม 

              - รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ การออกแบบสร้างเครื่องฆ่ามอดมะขามด้วยคลื่นความถี่วิทยุ โดย รศ.ดร. ชาญชัย ทองโสภา สาขาวิชาวิศกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับบริการจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 


              - รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ การพัฒนาระบบนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องกำจัดควันและกลิ่น สำหรับเครื่องคั่วกาแฟขนาดเล็ก โดยคุณเขมมิกา เชาว์เกษม ได้รับบริการจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 


              - รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ การเคลือบผิววิสดุด้วยน้ำยากันน้ำยิ่งยวด โดย รศ.ดร.นันทกาญจน์ มุรศิต ได้รับบริการจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

 

พิธีมอบรางวัลสาขานวัตกรรมเชิงพาณิชย์ - ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม 

 

3. สาขา นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ - ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม 


              - รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกลอกลายแบบ 3  มิติ (สำหรับพิสูจน์หลักฐาน) โดย ดร.เอกวิภู กาลกรณ์สุรปราณี ได้รับบริการจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 


              - รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ Happy Plus (โฮมเมดไอศครีม)  โดยคุณโศรยา พรินทรากุล ได้รับบริการจาก มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 


              - รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ ระบบความเย็นจากน้ำล้นของเครื่องผลิตน้ำแข็งกลับมาใช้ในการผลิตน้ำแข็ง โดย รศ.ดร.อนุสรณ์ ชินสุวรรณ ได้รับบริการจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น 


 

 

 

ข่าวโดย : นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์ 

ภาพและวิดีโอโดย : นายเอกชัย สุนทรเดช และ นายรัฐพล หงสไกร 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail :         อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

 

 

3 หน่วยงานประสานความร่วมมือ เปิดศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้นหาตัวยา

พิมพ์ PDF

 

อ่านเพิ่มเติม...
 

ก.วิทย์ โดยสวทช. จับมือ สกว. และสถานทูตอังกฤษ เปิดเวทีให้นักวิจัยก้าวสู่โลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและสร้างเครือข่ายกับนักลงทุนในภูมิภาค

พิมพ์ PDF


 

               7 กรกฎาคม 2559 โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ :-กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  และสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย จัดงาน Newton UK-South East Asia Innovation Leadership Conference  เป็นงานสัมมนาและแสดงนิทรรศการผลงานนวัตกรรมระดับนานาชาติของผู้ได้รับทุนจากโครงการ Leaders in Innovation Fellowships Programme (LIF) เพื่อเปิดเวทีให้นักวิจัยไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามได้ก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม   การต่อรองเจรจาธุรกิจ การต่อยอดผลงานวิจัยกับนักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องจากสหราชอาณาจักร สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย และเป็นการขยายเครือข่ายวิจัยในระดับภูมิภาคอาเซียน

 

 

               ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวคิด “ประเทศไทย 4.0” ด้วยการยกระดับและต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมที่มีความได้เปรียบ ให้ใช้ความรู้ เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ ไปสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) มีเป้าหมายหลัก คือ การหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับรายได้ต่อหัว (GNP per capita) จาก 5,438 เหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน เป็น 12,616 เหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นเป็น 2.32 เท่า ซึ่งหากประเทศไทยยังคงพึ่งพิงการผลิตในอุตสาหกรรมดั้งเดิมต่อไป เราจะไม่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปได้ ดังนั้น การพัฒนาประเทศตามแนวคิด “ประเทศไทย 4.0” จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและมูลค่าการส่งออกของ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายนี้ให้เติบโตมากกว่าการเติบโตจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เริ่มชะลอตัวลง กล่าวคือ “ทำน้อยได้มาก” กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเห็นความสำคัญและรับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาทั้งส่วนของนักวิจัยและผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก โดยได้มีนโยบายด้านการยกเว้นภาษี 300% ของค่าใช้จ่ายวิจัยพัฒนา สำหรับผู้ประกอบการการยกเว้นภาษีสำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง ที่ทำงานในอุตสาหกรรม S -Curve ใหม่ การยกเว้นภาษีให้กับสตาร์อัพ เป็นต้น นอกจากนี้ยังส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลาการวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคเอกชน หรือ Talent Mobility เพื่อแก้ปัญหาการกระจุกตัวขององค์ความรู้ที่อยู่กับบุคลากรในภาครัฐ ซึ่งโครงการ LIF นี้ เป็นโครงการที่ดีที่ช่วยเสริมสร้างความรู้ความสามารถและทักษะด้านธุรกิจให้แก่นักวิจัยและผู้ประกอบการในธุรกิจเทคโนโลยี เพื่อช่วยเร่งให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์เกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น อันจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคั่ง และมั่นคงต่อไป

 

 

               ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ประเทศไทยและสหราชอาณาจักรได้มีประวัติความร่วมมือทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ร่วมกันมาเป็นเวลานาน และนับตั้งแต่ มกราคม ปี 2559 ที่ผ่านมา นับได้ว่าได้มีการยกระดับความสัมพันธ์ทางดังกล่าวให้กระชับแน่นแฟ้นขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง  โดยผ่านกรอบความร่วมมือภายใต้โครงการ “Newton UK-Thailand Research and Innovation Partnership Fund”

               สวทช. ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ The Royal Academy of Engineering (RAEng) ได้ดำเนินโครงการ Leaders in Innovation Fellowships (LIF) Programme เพื่อสนับสนุนการสร้างศักยภาพความเป็นผู้ประกอบการให้กับนักวิจัยของประเทศไทยและสนับสนุนการถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ชิงพาณิชย์ รวมถึงการสร้างเครือข่ายของนักวิจัยและผู้ประกอบการระดับนานาชาติ โครงการให้การสนับสนุนทุนแก่นักวิจัย / อาจารย์ผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรวม 15 ทุนต่อปี โดย สวทช. รับผิดชอบสนับสนุนจำนวน 8 ทุน และ สกว. สนับสนุน 7 ทุน โครงการ LIF ได้ดำเนินการเป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ปี 2558 - 2559 จากการดำเนินโครงการแล้วเป็นเวลา 2 ปี พบว่าโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก นักวิจัยสามารถนำผลงานวิจัยของตนมาจัดทำแผนธุรกิจและผลักดันให้ผลงานเกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้สำเร็จและได้รับรางวัลนวัตกรรมจากประกวดในเวทีต่างประเทศจำนวนมาก

 

 

               ศาสตราจารย์ นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัย นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสหราชอาณาจักร ให้นักวิจัยได้นำเสนอผลงานทางนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการและสร้างโอกาสทางการลงทุนให้เกิดนวัตกรรมจากงานวิจัยที่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ส่วนกิจกรรมในงานประกอบด้วยการนำเสนอผลงานผ่านกิจกรรม Alumni Progress Presentations  กิจกรรม Lessons Learned Planning Session ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อนำงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และกิจกรรมอื่น ได้แก่ Challenges Planning Session, Investor Matchmaking

 

               ในการดำเนินโครงการ LIF ฝ่ายอุตสาหกรรม สกว. ได้คัดเลือกนักวิจัยเข้าร่วมโครงการมาแล้ว 2 รุ่น รุ่นละ 7 คน ในช่วงเวลา 2 ปี โดยนักวิจัยที่ผ่านการคัดเลือกล้วนเป็นผู้มีนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างดีเยี่ยม และในอนาคตต่อไป สกว. คาดหวังที่จะสนับสนุนโครงการ LIF เพื่อสร้างเครือข่ายในภูมิภาคภายใต้ Newton Fund ในอนาคต สวทช. สกว. และ RAEng สำหรับในปี 2559 – 2560 ประมาณช่วงปลายปี จะเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยที่มีความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ LIF รุ่นที่ 3 โดยผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือพนักงานในหน่วยงานของรัฐหรือบริษัทผู้ประกอบการ  และเป็นเจ้าของผลงานที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ โดยจะต้องเป็นงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวกับด้านอาหาร (Food) เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agricultural Technologies)  ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) วิศวกรรมเคมี (Chemical Engineering) วิศวกรรมโยธา (Civil Engineering) วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Science) การออกแบบทางวิศวกรรม (Design Engineering) วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical and electronic Engineering) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิศวกรรมเครื่องยนต์ (Mechanical Engineering) และวิศวกรรมทางการแพทย์ (Medical Engineering) และต้องไม่เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ และมีทักษะภาษาอังกฤษในระดับดี

 

 

 

ข่าวโดย : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)

เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์ 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail :        อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313
 

ก.วิทย์ โดย ซอฟต์แวร์พาร์ค สวทช. จับมือ สสว. จัดเวทีนำเสนอนวัตกรรมและแผนธุรกิจสำหรับหาเงินทุนหรือผู้ร่วมทุน พร้อมสร้างเครือข่ายสตาร์ทอัพไอซีทีไทยในระดับนานาชาติ

พิมพ์ PDF

 

 

               (6 กรกฎาคม 2559) ณ โรงแรมดุสิต ธานี กรุงเทพฯ : กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ จัดกิจกรรม “Technology Investment for SMEs Conference 2016” หรือเวทีนำเสนอนวัตกรรมและแผนธุรกิจสำหรับผู้ที่ต้องการเงินทุนหรือหุ้นส่วนธุรกิจ หนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ“ส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไอซีทีไทย” เพื่อนำเสนอนวัตกรรมและแผนธุรกิจสำหรับผู้ที่ต้องการเงินทุนหรือหุ้นส่วนธุรกิจ แก่คณะกรรมการ นักลงทุนในอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้สนใจเข้าร่วมทุน ได้มีโอกาสติดต่อธุรกิจและลงทุนร่วมกันในอนาคต นับเป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้ประกอบการไอซีทีไทยให้พัฒนาซอฟต์แวร์รองรับความต้องการตลาดทั้งในและต่างประเทศต่อไป

 

               นางสาววิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ภาพรวมธุรกิจไอทียังสดใส โดยโอกาสทางธุรกิจไอทีของไทย หากวิเคราะห์จากปัญหาของระบบการเงินในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังประสบปัญหาอยู่นั้น ฉะนั้นเม็ดเงินที่มีอยู่ในตลาดจะไหลมาทางเอเชียเป็นหลัก จุดนี้ประเทศไทยต้องเตรียมพัฒนาบุคลากรของประเทศให้พร้อม สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ซึ่งศักยภาพของไอทีไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนถ้าไม่นับสิงคโปร์แล้วถือเป็นหนึ่งไม่แพ้ใคร เพราะประเทศไทยค่อนข้างตื่นตัวเร็วด้านเทคโนโลยี คนไทยค่อนข้างขวนขวายที่จะเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่สิ่งสำคัญคือความรู้ที่จะนำไปแข่งขันกับคนอื่น เพราะทุกวันนี้ตลาดโลกมีการแข่งขันสูงมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการไอซีทีไทย จึงต้องเตรียมความพร้อมปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการศึกษาด้านนโยบาย การพัฒนา การเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายเพื่อเพิ่มโอกาสการทำธุรกิจให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ความรู้ความเข้าใจสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ และทราบถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนาธุรกิจยังเป็นอีหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการความช่วยเหลือ ตลอดจนการส่งเสริม จากภาครัฐบาลและนักลงทุน เพื่อพัฒนาศักยภาพและดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

  

               “ด้วยเหตุนี้ จึงร่วมกันดำเนินโครงการ“ส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการ ICT ไทย” ซึ่งเป็นโครงการที่สอดคล้องกับพันธกิจและยุทธศาสตร์หลักของ สสว. ในการส่งเสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเตรียมพร้อมผู้ประกอบการไอซีทีไทย ได้มีโอกาสที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป” รองผู้อำนวยการ สสว. กล่าว

 

      

 

               นายเฉลิมพล ตู้จินดา ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. กล่าวว่า Technology Investment for SMEs Conference 2016 เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีสำหรับนำเสนอนวัตกรรมและแผนธุรกิจสำหรับผู้ที่ต้องการเงินทุนหรือหุ้นส่วนธุรกิจ แก่คณะกรรมการ นักลงทุนในอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้สนใจเข้าร่วมทุน โดยมีผู้ที่ร่วมนำเสนอหรือ Pitcher จำนวน 13 ราย จาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย เกาหลี มาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม รวมทั้งยังมีการเสวนาที่สำคัญ 2 หัวข้อ ประกอบด้วย การเสวนาเรื่อง “Key Enabling Technology Hotspots for VCs in ASEAN” ที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับธุรกิจเทคโนโลยีที่เป็นดาวเด่นสำหรับนักลงทุนธุรกิจเทคโนโลยีในอาเซียนในระยะสั้นและระยะกลางจากมุมมองของผู้ลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยี (VCs) รวมทั้งเสนอมุมมองให้แก่ผู้เริ่มต้นธุรกิจเทคโนโลยีหรือผู้พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ในการเพิ่มโอกาสสำหรับการสร้างจุดสนใจเพื่อหาแหล่งเงินทุนหรือผู้ร่วมทุน และการเสวนาเรื่อง “Investor Dilemma-where and how Corporate Ventures are investing” ที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจสำหรับองค์กรใหม่หรือบริษัทขนาดเล็กที่สามารถคิดค้นสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมแปลกใหม่ได้ พร้อมการนำเสนอแนวโน้มและมุมมองในการรับเทคโนโลยีใหม่และการลงทุนร่วมของ VCs  ที่ไม่ได้มองแค่ในเรื่องของความน่าสนใจในการลงทุนแต่ยังมองในเรื่องการลงทุนในธุรกิจที่เป็นผู้นำในโลกดิจิตอลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วย โดยทั้งสองหัวข้อได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนธุรกิจเทคโนโลยีทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมเสวนา”



 

 

ข่าวโดย : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)

เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์ 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail :       อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313
 

วท. สนองนโยบายนายกฯ โชว์ความพร้อมเทคโนโลยีระบบบำบัดน้ำเสีย

พิมพ์ PDF


ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พร้อมด้วย รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงฯ
  และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เยี่ยมชมนิทรรศการระบบผลิตก๊าซชีวภาพสำหรับครัวเรือนและสำหรับโรงงานยางพารา

 

 ดร.พิเชฐฯ เยี่ยมชมนิทรรศการระบบผลิตก๊าซชีวภาพสำหรับครัวเรือน

 

          ตามที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีข้อสั่งการในคราวการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวบรวมเทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสียของครัวเรือนเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเสียของแหล่งน้ำในชุมชนที่มีประสิทธิภาพและสะดวกต่อการใช้งาน

 

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พร้อมด้วย รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เยี่ยมชมนิทรรศการระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากเศษอาหาร ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

 
          วันนี้ (7 กรกฎาคม 2559) ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงมอบหมายให้สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวบรวมและนำเสนอเทคโนโลยีที่สามารถใช้หรือประยุกต์ใช้ในการบำบัดน้ำเสียของครัวเรือนและชุมชน ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเอง หรือเทคโนโลยีที่เกิดจากการร่วมวิจัยและพัฒนากับเครือข่ายพันธมิตร และการประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากเวทีต่าง ๆ โดยรวบรวมได้กว่า 11 เทคโนโลยี ดังนี้ 1. เครื่องกลเติมอากาศแบบกังหันน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 2. เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศลงใต้ผิวน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 3. กังหันตีน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 4. เรือดูดตะกอนระบบไฮดรอลิค 5. ต้นแบบเรือขุดลอกตะกอน 6. เรือดูดเลน 7. เครื่องผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียแบบเคลื่อนที่ได้ (โอเอ็มอาร์) 8. ถังดักไขมันครัวเรือน 9. ระบบผลิตก๊าซชีวภาพ 10. ระบบผลิตก๊าซชีวภาพขนาดครัวเรือน : สำหรับปศุสัตว์ และ 11. ระบบผลิตก๊าซชีวภาพขนาดครัวเรือน : สำหรับบำบัดน้ำเสียโรงงานยางพารา
 

 
ดร.พิเชฐฯ ชมการสาธิตเรือดูดตะกอนระบบไฮครอลิค  


 

เยี่ยมชมนวัตกรรมเพื่อการบำบัดน้ำเสีย และถังดักไขมันสำหรับครัวเรือน

 

 

   
เครื่องกลเติมอากาศแบบกังหันน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
และเครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศลงใต้ผิวน้ำพลังงานแสงอาทิตย์


          ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าว่า วันนี้ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ขอให้นักวิชาการและภาคเอกชน นำอุปกรณ์ที่ท่านนายกรัฐมนตรี อยากเห็นการใช้งานที่เป็นประโยชน์กับประชาชน จำนวนมากมาสาธิตให้ชม ซึ่งมีหลายชิ้นที่น่าสนใจมาก ตัวอย่างเช่น เครื่องอัดอากาศหรือกังหันน้ำ หากจะใช้เป็นการทั่วไปมีการนำโซล่าร์เซลล์มาใช้จะสะดวกขึ้น ที่พิจารณาวันนี้มี 2 ลักษณะ ได้แก่ กังหันน้ำที่ใช้ระบบตะกรุนน้ำ เพื่อให้เกิดฟองอากาศ แต่จะได้เฉพาะผิวน้ำ กับอีกส่วนหนึ่งซึ่งจะเหมาะกับสภาพเมืองไทย เป็นตัวที่ใช้โซล่าร์เซลล์แต่ใช้เทคโนโลยีอัดอากาศลงไปใต้ผิวน้ำจะลงลึกกี่เมตรก็ออกแบบได้ ข้อดีคืออากาศหรือออกซิเจนจะเข้าไปในเนื้อน้ำ ทำให้น้ำได้ออกซิเจนมากขึ้น ราคามีตั้งแต่หลักหมื่นถึงแสน อีกระบบหนึ่ง เป็นการบำบัดน้ำเสียในครัวเรือน แต่มีระบบบำบัดน้ำเสียในอุตสาหกรรมมาให้ชมด้วย บ้านเรือนทำครัวแล้วมีน้ำเสียบางครั้งมีตะกอนลงไปด้วย นำไปดักไว้ เป็นเทคโนโลยีพื้นๆ ราคาไม่กี่ร้อยก็ทำได้ โดยมีตะแกรงกรองตะกอนก่อน และนำตะกอนไปทิ้ง โดยใช้ระบบกาลักน้ำ ถ้าหากในครัวเรือนใช้ระบบนี้กันมากๆ น้ำเสียที่จะลงในคูคลองก็จะน้อยลง การที่จะบำบัดคลองแสนแสบก็จะง่ายขึ้น
          เราได้ให้โจทย์ผู้นำผลงานมาแสดงและสาธิตให้ชม ไปกำหนดราคาตามจำนวนผลิตน้อย-มาก  และระบบสุดท้ายเป็นเรือดูดโคลนเลน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวคิดมาว่า ลำคลองในกรุงเทพมหานคร ถ้าทำให้ตะกอนที่ทับถมมานานขึ้นมาข้างบน จะทำให้คูคลองมีความลึกมากขึ้น การระบายน้ำจะง่ายขึ้นและรองรับน้ำได้มากขึ้น บางเทคโนโลยีแพงมากเพราะมาจากต่างประเทศ บางเทคโนโลยีต้องไปออกแบบให้เหมาะสม เช่น ถ้าจะใช้กับคูคลองจะต้องทำให้มันแคบลง วันนี้ได้ให้โจทย์ไปทำให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ อีกโจทย์คือทำอย่างไรให้ตะกรุนดินเลนข้างล่างมีประสิทธิภาพสูงและต้องดูดออกไปด้วย แบบที่นำมาแสดงดูดออกมาทิ้งข้างทาง ซึ่งเป็นภาระในการทักใส่รถขนไปทิ้งหรือถมที่อื่น ได้แนะนำให้ทำระบบที่สามารถดูดออกมาใส่รถบรรทุกได้เลย ซึ่งก็จะติดปัญหาเทคนิคที่โคลนที่ดูดออกมามีน้ำผสม 40-60% ทำอย่างไรจะรีดเอาน้ำออกก่อนแล้วเอาเฉพาะเนื้อโคลนออกไป ดร.พิเชฐ กล่าว
 

 

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติมที่      สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี
                          สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
                          โทร. 02 333 3700 ต่อ 3927

                          Call Center โทร.1313

 

 

 

ข่าวโดย : ปราโมทย์ ป้องสุธาธาร
ภาพโดย : นายเอกชัย สุนทรเดช
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail :     อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน     Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

 

 

 
หน้า 13 จาก 601
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป