กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน

ข่าวสารหน่วยงาน

รวบรวมข่าวสารประชาสัมพันธ์ และข่าวทั่วไป ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คลอบคลุม ทั้ง ข่าวกิจกรรม ภาพข่าวกิจกรรมของ หน่วยงานในสังกัดกระทรวง

 



วว. ฉลองครบรอบ 53 ปี ชูผลงาน “Food for the Future” ขับเคลื่อน Food Innopolis

พิมพ์ PDF

 


              กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โดย  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ฉลองครบรอบการดำเนินงาน 53 ปี ชูผลงาน “Food  for  the  Future” สนองนโยบายขับเคลื่อน Food  Innopolis ในรูปแบบการสัมมนาและนิทรรศการนานาชาติระหว่างวันที่ 28-29 ก.ค. 2559 ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม A,B,C โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่บรรเทาอาการปวดไมเกรนจากสมุนไพรสกุลเบญจมาศและเวชสำอางจากสารสกัดมะขามป้อม โชว์งานวิจัยขายได้เชิงพาณิชย์ “เวชสำอางนาโนจากสารสกัดเมล็ดองุ่น”

 


              ดร.พิเชฐ   ดุรงคเวโรจน์   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  กล่าวว่า  โครงการนวัตกรรมอาหาร  (Food Innopolis) เป็นหนึ่งในซุปเปอร์คลัสเตอร์ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ โดยมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เร่งดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรม เป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ คือ การสร้างนวัตกรรมอาหารที่สอดคล้องกับแนวโน้มและทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารโลก ซึ่งครอบคลุมถึงอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารฟังก์ชั่น เช่น อาหารฟังก์ชั่นและโภชนเภสัชภัณฑ์ สารปรุงแต่งอาหารและสารสกัดทางโภชนาการ ผลิตภัณฑ์ไขมันและน้ำมันเพื่อสุขภาพ ฯลฯ อาหารพิเศษเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหารฮาลาล อาหารโคเชอร์ อาหารสำหรับผู้ป่วย/ผู้สูงอายุ ฯลฯ ผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูง เช่น อาหารทะเล และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคุณภาพสูงเพื่อเป็นวัตถุดิบอาหาร ฯลฯ ผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้คุณภาพสูง เช่น ผักและผลไม้ออร์กานิก ฯลฯ   รวมถึงกิจการที่สนับสนุนนวัตกรรมอาหารอย่างครบวงจร เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ การออกแบบและการพิมพ์ บริการที่ปรึกษานวัตกรรม ฯลฯ 


              “...ที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ได้ลงนามร่วมกับบริษัทเอกชนชั้นนำของเมืองไทยจำนวน 13 บริษัท หน่วยงานภาครัฐ 9 แห่ง มหาวิทยาลัย 12 แห่ง และอีก 1 สมาคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเมืองนวัตกรรมอาหารให้เป็นรูปธรรม  โดยหวังว่าเมืองนวัตกรรมอาหาร จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอาหารและช่วยให้เกิดการเพิ่มมูลค่าของผลิตผลทางการเกษตร การพัฒนาพืชและสัตว์สำหรับเป็นวัตถุดิบสำหรับการแปรรูปอาหาร และยังช่วยแก้ปัญหาผลผลิตที่ล้นตลาดและราคาตกต่ำ ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มมูลค่า...” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  กล่าว

 


  

              ดร.ลักษมี  ปลั่งแสงมาศ  ผู้ว่าการ วว.  กล่าวชี้แจงว่า  เพื่อสนองนโยบายขับเคลื่อน Food Innopolis  เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบการก่อตั้ง 53 ปีของ วว. ในปี 2559 จึงได้กำหนดจัดงานสัมมนาและนิทรรศการนานาชาติภายใต้แนวคิด “Food  for  the  Future” ขึ้น ระหว่างวันที่ 28-29 กรกฎาคม 2559 ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม A,B,C โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว  ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรม ดังนี้  1.งา

นสัมมนานานาชาติด้านนวัตกรรมอาหาร   2.งานสัมมนาผู้ประกอบการด้านผลิตภัณฑ์อาหาร/นำเสนอผลงานวิจัยด้านอาหารเพื่อสุขภาพ  3.พิธีลงนามความร่วมมือสานพลังประชารัฐส่งเสริม OTOP/SMEs ด้วย วทน. 4.นิทรรศการผลงานวิจัยพัฒนา/ถ่ายทอดเทคโนโลยี/บริการอุตสาหกรรม เฉลิมฉลองครบรอบสถาปนา 53 ปี วว. (food for the Future/food  Innovation/Technology Transfer/Business  Matchi

ng) นอกจากการจัดกิจกรรมดังกล่าวแล้ว วว. มีความภาคภูมิใจในการเปิดตัวผลงานใหม่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ดังนี้

              1.ผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการปวดไมเกรนจากสมุนไพรสกุลเบญจมาศ “

              4GRAINE"  วิจัยและพัฒนาจากสารสกัดดอกเก๊กฮวย มีประสิทธิภาพบรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรน อยู่ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบผงชงละลายน้ำ มีกลิ่นหอม สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้โดยไม่มีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์เหมือนกับยารักษาไมเกรนในกลุ่มอื่นๆ ผ่านการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา สามารถกระตุ้น serotonin recept

or ได้เช่นเดียวกันกับยาในกลุ่ม  serotonin receptor agonist ผลิตภัณฑ์ผ่านการประเมินความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง ทั้งการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันและกึ่งเรื้อรังแล้ว เมื่อศึกษาประสิทธิผลในอาสาสมัครพบว่า “4GRAINE" สามารถยับยั้งอาการปวดศีรษะไมเกรนได้โดยไม่พบผลข้างเคียงใดๆ จากการใช้ผลิตภัณฑ์

              2.ผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากมะขามป้อม 

              Emsoftra®  เป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางในโครงการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากมะขามป้อมซึ่งมี 3 กลุ่ม คือ ผลิตภัณฑ์สำหรับผิว ผลิตภัณฑ์สำหรับผม และผลิตภัณฑ์สำหรับช่องปาก จุดเด่นของผลิตภัณฑ์โดยรวม คือ มีส่วนผสมของสารสกัดผลมะขามป้อมและสารสกัดผลมะแขว่นในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มฤทธิ์ชีวภาพของสมุนไพรให้แก่ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน ฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ และฤทธิ์ต้านอักเสบ ทำให้มีคุณสมบัติโดดเด่นและแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ท้องตลาด สนองความต้องการของผู้บริโภคในด้านที่เกี่ยวกับการบำรุงผิว บำรุงผม ต้านจุลินทรีย์และต้านอักเสบ นอกจากนี้ฤทธิ์ต้านอักเสบที่ดีของสารสกัดสมุนไพรยังช่วยให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย

 

 

              3.ผลิตภัณฑ์เวชสำอางนาโนจากสารสกัดเมล็ดองุ่นสู่เชิงพาณิชย์   ผลงานวิจัยและพัฒนาของ วว. จากการดำเนินโครงการ “วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารชีวภาพจากกากเมล็ดองุ่นไทย” ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพต้านความแก่ (nano anti-aging cream) ฟื้นฟูผิวหน้า ประกอบด้วย 2 ผลิตภัณฑ์  ได้แก่ ครีมสำหรับปกป้องผิวหน้าในเวลากลางวัน และครีมสำหรับฟื้นฟูผิวหน้าในเวลากลางคืน ผลิตภัณฑ์ผ่านการประเมินความปลอดภัยแล้ว  ขณะนี้ วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ให้แก่ บริษัทคอสซูติอินโนเวชั่นแลบบอราทอรี่ จำกัด นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ วว. ในการผลักดันผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการ สู่การวางจำหน่ายทางการค้าทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศต่อไป

 

 

   

 

 


สอบถามรายละเอียดได้ที่
Call center วว. โทร. 0 2577 9300
หรือที่ E-mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

เผยแพร่ข่าวโดย : นายปราโมทย์ ป้องสุธาธาร
ภาพโดย : นายเอกชัย สุนทรเดช
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน     Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

 

CTCN Regional Forum for National Designated Entities

พิมพ์ PDF



     ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุม CTCN Regional Forum for National Designated Entities ซึ่งกำหนดประชุมระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคม 2559 ณ ห้องประชุม United Nations Convention Center (UNCC) เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2559

 

   
   

 

 

 

 

 

 

ข่าวโดย : ปราโมทย์ ป้องสุธาธาร
ภาพโดย : นายภูมินทร์  ปั้นเล็ก
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail :     อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน     Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

 

ก.วิทย์ จับมือ ก.คลัง เปิดช่องทางใหม่ให้เอกชนรับรองโครงการวิจัยด้วยตนเอง เพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษี 300% ได้สะดวก รวดเร็ว และหนุนการทำวิจัยเพิ่มมากขึ้น

พิมพ์ PDF

 

              6 กรกฎาคม 2559 - ณ กระทรวงการคลัง: กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ กระทรวงการคลัง เปิดช่องทางใหม่ ให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษี 300% ได้ด้วยตนเอง (Self-Declaration) สำหรับโครงการวิจัยฯ ที่มีมูลค่าโครงการไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยการขอรับรองระบบบริหารการวิจัยฯ เป็นรายบริษัท แทนการรับรองโครงการวิจัยฯ เป็นรายโครงการแบบเดิม (Pre-approval) ซึ่ง สวทช. และ วว. จะทำหน้าที่ตรวจประเมินระบบบริหารการวิจัยฯ ตามข้อกำหนดที่พัฒนาขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความสะดวกในการขอใช้สิทธิยกเว้นภาษี 300% และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนทำวิจัยมากขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมและยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศต่อไป


 

              ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า “วิธีการ Self-Declaration เพื่อเป็นช่องทางใหม่ให้ผู้ประกอบการสามารถรับรองตนเอง สำหรับโครงการวิจัยฯ ที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยไม่ต้องขอการรับรองเป็นรายโครงการ ซึ่งผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือระบบ RDIMS สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ใช้สิทธิกับ สวทช. ซึ่งนอกจากความสะดวกของผู้ประกอบการในการใช้สิทธิยกเว้นภาษีแล้ว การนำระบบดังกล่าวไปใช้ในกิจการจะทำให้ผู้ประกอบการมีการบริหารงานวิจัยที่เป็นระบบและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเป็นสินค้าหรือบริการนวัตกรรม โดยเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต”


              นายวิสุทธิ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเปิดช่องทางใหม่ให้เอกชนใช้สิทธิรับรองตามมาตรการยกเว้นภาษี 300% เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศมีการลงทุนทำวิจัย พัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกภรรมในภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จากตามนโยบายนี้กำหนดเป้าหมายเพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศภายในปี 2564 วันที่เริ่มมาตรการภาษีนี้ (1 มกราคม 2558) มีภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเพิ่มแรงจูงใจสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่า เพิ่มเป็น 3 เท่า มาตรการนี้เป็นมาตรการแรกที่กระทรวงการคลังให้ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลงทุนทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาหักเป็นรายจ่ายได้มากถึง 3 เท่า เพื่อเป็นช่องทางใหม่ให้เอกชนดำเนินการตามมาตรการนี้ได้อย่างสะดวก กระทรวงฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขด้วยวิธี Self-Declaration คือ

  1. เป็นโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้าน
  2. บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเคยดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามละนวัตกรรม (RDMIS) และได้รับการขึ้นทะเบียนโดย สวทช. หรือหน่วยงานอื่นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด
  3. บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จัดทำรายละเอียดโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมฉบับเต็ม (Full Paper) รวมทั้งจัดเก็บบันทึกการวิจัย สรุปผล และรายงานการวิจัยไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจประเมินภายหลัง
  4. โครงการที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจาก สวทช. แล้ว
  5. บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับการตรวจประเมินระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมฉบับเต็ม (Full Paper) รวมทั้งจัดเก็บบันทึกการวิจัย สรุปผล และรายงานการวิจัยไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจประเมินภายหลัง

              ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สวทช. ได้เข้ามามีบทบาทในการช่วยดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองโครงการวิจัยฯ ในรูปแบบ pre-approval ตั้งแต่ปี 2545 โดยผลการดำเนินงานจนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2558 มีโครงการวิจัยฯ ที่ยื่นขอรับการรับรองจำนวน 3,236 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 11,808 ล้านบาท สำหรับช่องทางใหม่ที่เป็นวิธี Self-Declaration ในช่วงที่ผ่านมา สวทช. และ วว. ได้ร่วมกันจัดทำข้อกำหนดระบบ RDIMS ขึ้น โดยจะประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. 2559 เป็นต้นไป เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ระบบ RDIMS ได้เตรียมความพร้อมสำหรับรับการตรวจประเมินระบบและขึ้นทะเบียนฯ โดยในวันนี้จะมีการลงนามความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ วว. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการการรับรองระบบ RDIMS เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีในรูปแบบ Self-declaration ต่อไป”

 

 

              ด้าน ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า “วว. มีสำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body; CB) ที่ให้บริการตรวจประเมินและรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐานสากล อาทิ ISO 9001, ISO 14001, OHSAS 18001, GMP, HACCP และ ISO 22000 เป็นต้น ดังนั้น จึงเชื่อมั่นได้ว่าการทำงานร่วมของทั้ง 2 หน่วยงานจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาระบบบริหารการวิจัยฯ ให้มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่นำระบบนี้ไปประยุกต์ใช้ และเมื่อเชื่อมโยงในการใช้สิทธิยกเว้นภาษี 300% จะเป็นกลไกสำคัญอีกอันหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการผลักดันด้านการลงทุนงานวิจัยมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นต่อระบบเศรษฐกิจของชาติต่อไป”

              ด้าน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ผอ.ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี กล่าวเพิ่มเติมว่า “เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ประกอบการจะสามารถดำเนินงานและประยุกต์ใช้ระบบ RDIMS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงที่ผ่านมา สวทช. ได้ร่วมกับ วว. ดำเนินการโครงการนำร่องในการตรวจประเมินระบบ RDIMS ให้กับผู้ประกอบการเอกชนอาสาสมัคร 5 ราย ได้แก่ บริษัท ศูนย์วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยโพลิเอทิลีน จำกัด บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด และบริษัท รวมเกษตรกรอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งผลจากการดำเนินงานดังกล่าวสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้ประกอบการอาสาสมัครดังกล่าวได้เป็นอย่างดี โดย สวทช. เปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเข้าอบรมหลักสูตร “ความรู้เบื้องต้นสิทธิประโยชน์ตามมาตรการยกเว้นภาษี 300% และระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม” เพื่อเตรียมความพร้อมรับการตรวจประเมิน ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอรับการตรวจประเมินระบบฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2559 เป็นต้นไป ”


 

 

ข่าวโดย : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์ 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail :          อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313
 

ก.วิทย์ สวทช. ผนึก ก.อุตฯ กำหนดใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนาโนเทคโนโลยี 6 ฉบับ สู่มาตรฐานสากล

พิมพ์ PDF

               (6 ก.ค.59) ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) สมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดเวทีเสวนา เรื่อง: "มอก.2691 สำคัญกับการพัฒนานาโนเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมไทยอย่างไร" 

 

               โดยมี ดร.อำพันธ์ ชมภูพงศ์ ผู้แทน สมอ. กระทรวงอุตสาหกรรม ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผอ. ศูนย์นาโนเทค ศ.ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล นายกสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และดร.ฉวีวรรณ ทรัพย์เจริญกุล นักวิจัยศูนย์นาโนเทค ร่วมเสวนา นอกจากนี้มีผู้ประกอบการภาคเอกชน ร่วมรับฟังมาตรฐาน มอก. 2691 ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับภาคอุตสาหกรรมไทย ที่ได้นำเทคโนโลยีนาโน มาใช้ในการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ของบริษัทต่างๆ ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ภายหลังจากที่ สมอ. และศูนย์นาโนเทค สวทช. ร่วมกันจัดทำและกำหนดมาตรฐาน การใช้วัสดุนาโนเทคโนโลยีพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทยอย่างปลอดภัยและได้มาตรฐาน ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง: กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนาโนเทคโนโลยี มอก. 2691 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ได้ประกาศมาตรฐาน มอก. 2691 ใช้แล้วจำนวนทั้งสิ้น 6 ฉบับ จากทั้งหมด 7 ฉบับ เพื่อสร้างมาตรฐานให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยอ้างอิงตามมาตรฐาน มอก. 2691 ซึ่งช่วยให้ให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนใช้เป็นแนวทางในการผลิต การจัดเก็บ และจัดการวัสดุนาโน ให้มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานสากลต่อไป

 

 

          สำหรับรายละเอียดของ มอก. 2691 นั้น ได้กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวกับวัสดุเฉพาะของวัสดุนาโน เช่น รูปร่าง ขนาด พื้นที่ผิว องค์ประกอบต่าง ซึ่งมาตรฐานจะบอกข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ผลิต ควบคุมคุณภาพของวัสดุนาโน ให้ทุกรอบการผลิตมีคุณภาพสม่ำเสมอ เพื่อลดปัญหาการส่งมอบผลิตภัณฑ์นาโน ระหว่างผู้ผลิต ผู้ใช้และผู้บริโภค นอกจากนั้นแล้วมาตรฐานดังกล่าว ยังมีแนวทางเพื่อกำหนดการควบคุมและผลิตวัสดุนาโน ให้มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อใช้งานในระดับอุตสาหกรรมได้ อาทิ การวิเคราะห์ทางฟิสิกส์ เคมี และการใช้วัสดุนาโน การจัดการวัสดุนาโนและการใช้เครื่องมือต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีแนวทางในมาตรฐานดังกล่าวแนะนำอย่างชัดเจนและพร้อมให้อุตสาหกรรมต่างๆ นำไปใช้อย่างแพร่หลายเป็นแนวทางเดียวกันเพื่อให้เกิดการสร้างมาตรฐานและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์นาเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้สู่สาธารณชน

 

 

ข่าวโดย : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์ 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail :         อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

 

 

ก.วิทย์ฯ เตรียมจัดงาน "มหกรรมวิทย์ฯ ประจำปี 2559" อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้ปีแห่งถั่วพัลส์ ปีสากลของยูเนสโก

พิมพ์ PDF

 

อ่านเพิ่มเติม...
 
หน้า 12 จาก 601
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป