กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน

ข่าวสารหน่วยงาน

รวบรวมข่าวสารประชาสัมพันธ์ และข่าวทั่วไป ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คลอบคลุม ทั้ง ข่าวกิจกรรม ภาพข่าวกิจกรรมของ หน่วยงานในสังกัดกระทรวง

 



ปส. เดินหน้าพัฒนาการกำกับดูแล เสริมความแข็งแกร่งความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี

พิมพ์ PDF

 

            กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเดินหน้าพัฒนาสมรรถนะ และประสิทธิภาพในการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี ในหัวข้อ “การจัดทำภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี” วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม และวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2559 ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

 

            ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กล่าวว่า ปส. เป็นหน่วยงานหลักและมีภารกิจในการกำกับดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ และเป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านเทคนิคในกรณีที่วัสดุนิวเคลียร์หรือวัสดุกัมมันตรังสีหลุดออกไปจากการกำกับ หนึ่งในภารกิจหลักของ ปส. คือการประสานงานจัดทำข้อมูลภัยคุกคามที่สามารถออกแบบป้องกันได้ (Design Basis Threat หรือ DBT) ของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ และการประเมินภัยคุกคาม (Threat Assessment) ในภาพรวมของประเทศซึ่งมีขอบเขตที่กว้างกว่า DBT ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการด้านความมั่นคงปลอดภัยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในส่วนของการกำกับดูแล และปกป้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และการสนับสนุนในส่วนอื่นๆ  ปส. จึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุม ได้แก่ บุคลากรของ ปส. และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล เป็นต้น

 

            ดร.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า เนื่องจาก DBT เป็นข้อมูลเฉพาะสำหรับแต่ละสถานประกอบการที่มีสถานที่ตั้งแตกต่างกัน แต่ภัยคุกคามในภาพรวมของประเทศต้องคำนึงถึงข้อมูลทั้งหมด และเป็นข้อมูลภาพรวมของประเทศ โดยข้อมูลเหล่านั้น ปส. สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ สำหรับการดำเนินงานต่างๆ ภายใต้กรอบความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในระดับชาติ ที่ ปส. จะต้องมีส่วนร่วมดำเนินการเพื่อพัฒนาประเทศในลำดับต่อไป

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ        

โทร. ๐ ๒๕๙๖ ๗๖๐๐ ต่อ 3616

โดย  กลุ่มส่งเสริมฝึกอบรมและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

โทรศัพท์ ๐ ๒๕๙๖ ๗๖๐๐ ต่อ  ๑๑๒๓ - ๑๑๒๔

ณ วันที่  21 กรกฎาคม ๒๕๕๙ 



เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834

e-mail :      อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน   Facebook : sciencethailand

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313


 

กระทรวงวิทย์ฯ ประกาศความสำเร็จ 5 เทคโนโลยีเครื่องจักรต้นแบบ ด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่า

พิมพ์ PDF

ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ณ โถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


            
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 - ณ โถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และสมาคมเครื่องจักรกลไทย แถลงข่าว ความสำเร็จการพัฒนา 5 เทคโนโลยีเครื่องจักรกลต้นแบบ ภายใต้โครงการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่า ได้แก่ (1) การพัฒนาสร้างรถจ่ายอาหารสำหรับพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สุกร (2) การพัฒนาสร้างระบบควบคุมการจ่ายน้ำดื่มสำหรับไก่เนื้อ (3) การพัฒนาสร้างเครื่องบรรจุแคปซูลกาแฟสด  (4) การพัฒนาสร้างอาคารที่จอดรถอัจฉริยะแบบจอดได้หลายคัน ชนิดขนย้ายและประกอบด้วยหน่วยแยก (สะดวก-ง่ายในการรื้อถอน ขนย้ายและติดตั้ง) และ (5) โครงการพัฒนาสร้างเครื่องจักรกลเพื่อกระบวนการผลิตยางเตรียมพื้นลู่-ลานกรีฑา สนามกีฬาและลานเอนกประสงค์ โดยมีนายอลงกรณ์ เหล่างาม ผู้ตรวจราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกียรติเป็นประธาน


นายอลงกรณ์ เหล่างาม ผู้ตรวจราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

 

            นายอลงกรณ์ เหล่างาม ผู้ตรวจราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ผลสำเร็จการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรต้นแบบในโครงการสร้างเครื่องจักรต้นแบบด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่า พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเห็นการผลักดันงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัยของรัฐ และภาคเอกชน ในรูปแบบเกลียว 3 ประสาน หรือที่เรียกว่าโมเดล Triple Helix ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้กับนานาประเทศ โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างนวัตกรรม และต้องอาศัยภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการภายในประเทศได้

 

            นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า ความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องจักรกลต้นแบบโดยคนไทยทั้ง 5 เครื่องที่นำมาแถลงข่าวในวันนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีแผนที่จะขยายผลออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ และจะผลักดันเข้าสู่บัญชีนวัตกรรม และระบบการประเมินความพร้อมใช้ของเทคโนโลยี Technology Readiness Levels เพื่อผลักดันผลงานวิจัยและพัฒนาให้สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยี และต่อยอดความรู้สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าภาคอุตสาหกรรม นอกจาก โครงการวิศวกรรมสร้างสรรค์คุณค่าแล้ว สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังมีโครงการที่น่าสนใจอีกหลายโครงการที่พร้อมจะให้การสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจชุมชนไทย เช่น “โครงการพัฒนาเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์เพื่อการผลิตระดับชุมชน” “คูปองวิทย์เพื่อโอทอป”

 

            นอกจากนี้ยังได้มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำเร็จทั้ง 5 เทคโนโลยีดังนี้

1. “ความสำเร็จการพัฒนาสร้างรถจ่ายอาหารสำหรับสุกร”

 

 

 

             ในปัจจุบันเกษตรกรนิยมการเลี้ยงสุกรพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ไว้เพื่อผลิตลูกสุกรเพื่อส่งไปสู่ตลาดการเลี้ยงสุกรขุน   ซึ่งมีความต้องการเป็นจำนวนมาก ลูกสุกรที่ออกมานั้นจะต้องมีคุณภาพ และวิธีการควบคุมคุณภาพวิธีหนึ่งก็คือ การควบคุมคุณภาพและปริมาณอาหารที่พ่อ-แม่พันธุ์กินเข้าไปให้เหมาะสม และอาหารที่ให้ลูกสุกรในระยะหย่านมนั้นก็สำคัญเช่นกันซึ่งจะเป็นการให้อาหารในรูปแบบของอาหารเหลว หรือที่เรียกว่าอาหารแบบเจลนั่นเอง เพื่อประสิทธิภาพในการผลิตลูกสุกร ซึ่งการจ่ายอาหารให้แก่พ่อแม่พันธุ์จำนวนและลูกสุกรมากนั้น เป็นการยากที่จะมีความถูกต้องในการจ่ายให้แต่ละตัว และเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกร ด้วยเหตุนี้ จึงมีแนวคิดที่จะสร้างรถเข็นจ่ายอาหารให้กับสุกรพ่อ-แม่พันธุ์ และลูกสุกร โดยสามารถตั้งโปรแกรมการจ่ายให้กับสุกรแต่ละตัวตามลำดับโดยสัตวบาล สุกรแต่ละตัวก็จะได้รับอาหารตามที่ได้โปรแกรมเอาไว้ และมีรายงานเพื่อตรวจสอบได้อีกด้วย ซึ่งระบบนี้เหมาะกับเกษตรกรที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบจ่ายอาหารแบบอัตโนมัติ ที่ต้องมีการลงทุนสูงหลายล้านบาท

 

             ระบบการจ่ายอาหารสุกรแบบเหลวนี้เป็นวิธีที่สามารถต้นทุนค่าอาหารลงได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากใช้อาหารที่ไม่ต้องอัดเม็ดมาใช้งาน ซึ่งมีราคาถูกกว่าอาหารอัดเม็ด ส่วนวิธีการให้ก็ต้องผสมน้ำเหมือนกัน ดังนั้นการให้อาหารแบบเหลว จึงเป็นวิธีที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพมาก ซึ่งเป็นระบบที่นิยมใช้กันในต่างประเทศ แต่ระบบการจ่ายอัตโนมัติที่ใช้กันมีต้นทุนที่สูงมาก และไม่เหมาะกับประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อนจะทำให้เกิดการบูดของอาหารได้ง่าย วิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็คือ การสร้างเครื่องมือการให้อาหารแบบเปียกที่เหมาะกับประเทศไทยขึ้นมา โดยการให้แบบกึ่งอัตโนมัติ คือ ระบบการตรวจสอบและผสมอาหารจะเป็นแบบอัตโนมัติ แต่เปลี่ยนระบบการจ่ายจากระบบท่อมาเป็นใช้แรงงานเข็นรถเข้าไปจ่าย

 

             ด้วยเหตุนี้ สำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงให้การสนับสนุนสมาคมเครื่องจักรกลไทย ร่วมกับบริษัท อกรินโนเวท จำกัด ดำเนินการสร้างรถจ่ายอาหารสุกร ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการควบคุมอัตโนมัติ เพื่อนำมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมการผลิตสุกร ลดการใช้แรงงานภายในฟาร์ม ลดการปนเปื้อนและการติดเชื้อ รถจ่ายอาหารสำหรับสุกรได้รวมเอาเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาทำงานร่วมกัน ได้แก่ ระบบการชั่งอาหาร ,ระบบการผสมอาหาร ,ระบบการจ่ายอาหาร, ระบบการตรวจสอบการทำงานต่างๆ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรภายในประเทศได้ใช้งานโดยไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ และสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้อีกด้วย

             วิธีการให้อาหารเหลวในปัจจุบันของเกษตรกร จะใช้วิธีการผสมและจ่ายด้วยมืออยู่ ซึ่งอาจจะมีการปนเปื้อนติดเชื้อได้ หากเปลี่ยนวิธีการจ่ายอาหารมาเป็นรถผสม ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสอาหารได้และยังสามารถควบคุมปริมาณการจ่ายได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ การใช้งานเกษตรกรสามารถควบคุมปริมาณการผสมในแต่ละครั้งได้โดยจะมีตัวแสดงผลอยู่ที่แผงควบคุม และสามารถกำหนดปริมาณการจ่ายอาหารให้กับสุกรแต่ละตัวได้ โดยชุดควบคุมการจ่ายจะหยุดจ่ายอัตโนมัติเมื่อปริมาณอาหารได้ถูกจ่ายออกตามไปที่เกษตรกรปริมาณจ่ายเอาไว้  โดยมีราคาจำหน่ายรถจ่ายอาหารสุกร  190,000 บาท/คัน



2. “ความสำเร็จการพัฒนาสร้างระบบควบคุมการจ่ายน้ำดื่มสำหรับไก่เนื้อ”

 

 

             ในปัจจุบัน การเลี้ยงไก่เนื้อในโรงเรือนระบบปิด ระบบการให้น้ำเป็นระบบที่สำคัญมากระบบหนึ่ง และต้องใช้แรงงานในการดูแลเป็นอย่างดี เนื่องจากจะต้องให้มีน้ำอยู่ในระบบตลอดเวลา  หากน้ำขาดไปช่วงใดช่วงหนึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของไก่ที่เลี้ยงได้ ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องการระบบที่จะมาช่วยบริหารจัดการ เพื่อความถูกต้องแม่นยำในการให้น้ำ และลดการใช้แรงงานคนเข้าไปในโรงเรือน ซึ่งจะทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อโรคได้

 

             ระบบน้ำในโรงเรือนเลี้ยงไก่ระบบปิดนั้น จะจ่ายโดยระบบท่อ ฟาร์มมาตรฐานจะมีท่อจ่ายน้ำดื่มอยู่ 4 เส้น ความยาวเส้นละ 100 เมตร ซึ่งท่อน้ำดื่ม 1 เส้นจะรองรับจำนวนไก่ที่เข้ามากินน้ำได้ 4,000 ตัว ถ้าหากเกิดการขัดข้อง อุดตัน หรือขาดน้ำ โดยที่เกษตรกรไม่รู้ตัว จะก่อให้เกิดความเสียหายได้คือ ไก่ตาย เนื่องจากอาการขาดน้ำ ดังนั้นระบบการควบคุมการจ่ายน้ำนี้ จึงจำเป็นมากที่จะต้องติดตั้งเข้าไป เพื่อช่วยในการดูแลจัดการเกี่ยวกับระบบน้ำในฟาร์มเลี้ยงไก่ระบบปิด

 

             ด้วยเหตุนี้ สำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงให้การสนับสนุนสมาคมเครื่องจักรกลไทย ร่วมกับบริษัท อกรินโนเวท จำกัด ดำเนินการสร้างระบบควบคุมการจ่ายน้ำดื่มสำหรับไก่เนื้อ ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการควบคุมอัตโนมัติ เพื่อนำมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมการผลิตไก่เนื้อ หรือไก่ไข่ได้ ลดการใช้แรงงานภายในฟาร์ม ลดการปนเปื้อนและการติดเชื้อ  การทำงานของระบบควบคุมการจ่ายน้ำดื่ม ตัวระบบเองสามารถทำงานได้อัตโนมัติตามค่าที่ตั้งไว้ โดยมีเซ็นเซอร์ตรวจสอบการขาดน้ำในท่อ หากมีการขาดน้ำเกิดขึ้น ตัวควบคุมจะสั่งการให้เติมน้ำเข้าไปในระบบให้เต็มอยู่ตลอดเวลา และยังมีระบบการล้างท่ออัตโนมัติตามเวลาที่ตั้งไว้ เพื่อล้างน้ำเก่าที่สะสมอยู่ในท่อป้องกันการสะสมเชื้อโรค และทำให้ไก่ได้ดื่มน้ำสะอาดได้ตลอดเวลา

 

             ในการติดตั้งระบบการควบคุมการจ่ายน้ำนี้ ในฟาร์มระบบปิดมาตรฐาน ซึ่งมีท่อจ่ายน้ำดื่มอยู่ 4 เส้น  จะมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนอุปกรณ์   56,000 บาท/โรงเรือน (ไม่รวมระบบท่อและค่าแรงในการติดตั้ง)

 

 3. “ความสำเร็จการพัฒนาสร้างเครื่องบรรจุแคปซูลกาแฟสด”

 

 

             ปัจจุบันผู้บริโภคกาแฟสด นิยมการบริโภคกาแฟสดแบบแคปซูลมากขึ้น และเครื่องชงกาแฟสดแบบแคปซูลมีราคาถูกลงมาก ความนิยมจึงเพิ่มขึ้น แต่ตัวแคปซูลยังมีราคาที่สูงอยู่ เนื่องจากเป็นสินค้านำเข้า หากมีการผลิตขึ้นเองภายในประเทศก็จะสามารถลดต้นทุนลงได้มาก ทำให้ราคาจำหน่ายถูกลง ดังนั้นการสร้างเครื่องบรรจุแคปซูลกาแฟสด  เพื่อบรรจุเองภายในประเทศ จะช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้  

เครื่องบรรจุแคปซูลกาแฟสดนี้ จะช่วยลดการนำเข้าแคปซูลกาแฟสด จากต่างประเทศ ช่วยให้คนไทยสามารถบริโภคกาแฟสด ที่ชงแบบแคปซูลได้ในราคาถูก   

 

             ด้วยเหตุนี้ สำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงให้การสนับสนุนสมาคมเครื่องจักรกลไทย ร่วมกับบริษัท เจ.อาร์.แอล.สยาม จำกัด ดำเนินการสร้างเครื่องบรรจุแคปซูลกาแฟสด ซึ่งบริษัท เจ.อาร์.แอล.สยาม จำกัด เป็นบริษัทที่อยู่ในธุรกิจกาแฟสด และเป็นผู้ผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ที่ ใช้ในธุรกิจกาแฟสด ประยุกต์เอาเทคโนโลยี มาออกแบบและสร้างเครื่องบรรจุกาแฟสดแบบแคปซูลขึ้นมา เพื่อผลิตแคปซูลกาแฟสด ป้อนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ    

 

          ระบบการทำงานของเครื่องบรรจุผงกาแฟสดแบบแคปซูล จะแบ่งออกเป็นสถานีต่างๆ ได้แก่ สถานีป้อนแคปซูล, สถานีใส่ฟิลเตอร์, สถานีบรรจุผงกาแฟ, สถานีอัดผงกาแฟ และสถานีปิดผนึก แต่ละสถานีจะเรียงลำดับกัน แคปซูลกาแฟสดที่บรรจุด้วยเครื่องนี้ สามารถนำไปใช้กับเครื่องชงกาแฟแบบแคปซูลมาตรฐาน ที่ใช้แคปซูลแบบเดียวกันนี้ได้ทุกยี่ห้อ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคกาแฟสดที่ชงเองด้วยเครื่องแคปซูลสามารถดื่มกาแฟสดได้ในราคาที่ถูกลงมากกว่าแคปซูลที่นำเข้าจากต่างประเทศราคาจำหน่ายแคปซูล ราคาส่ง 10 บาท ราคาปลีก 18 บาท/50,000 แคปซูล และตัวเครื่องบรรจุแคปซูลจะมีมูลค่า 990,000 บาท/เครื่อง 



4. “ความสำเร็จการพัฒนาสร้างอาคารที่จอดรถอัจฉริยะแบบจอดได้หลายคัน

ชนิดขนย้ายและประกอบด้วยหน่วยแยก (สะดวก-ง่ายในการรื้อถอน ขนย้ายและติดตั้ง)”

 

 

             ปัจจุบันรถยนต์เป็นปัจจัยที่สำคัญของคนที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในเมือง หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยที่ห้าของคนในสังคมเมืองก็ว่าได้ ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการการคมนาคม  และแทบทุกครัวเรือนจะมีรถยนต์กันใช้กัน ในขณะเดียวกันสถานที่สำหรับจอดรถยนต์ดังกล่าว ก็มีอยู่น้อยและจำกัด เนื่องด้วยที่ดินในเมืองมีค่อนข้างสูง จัดหาได้ยากราคาแพง, ราคาค่าก่อสร้างก็มีราคาแพงและใช้เวลาในการก่อสร้างเป็นเวลานาน จึงเป็นเหตุให้รถยนต์ต่าง ๆ ไปแย่งพื้นที่ผิวจราจรเพื่อจอดรถยนต์และเป็นต้นเหตุหนึ่งของการจราจรติดขัด ประชาชนบางส่วนหรือบางครอบครัวในสังคมคนเมือง อาจหาทางเลือกอื่นใช้การเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดโดยการขับรถยนต์ไปจอดในที่จอดรถยนต์และเดินทางต่อไปโดยใช้ระบบการขนส่งมวลชน (Park and Ride) เช่น รถไฟฟ้า BTS หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ในการเดินทาง แต่ก็ติดขัดในการหาสถานที่จอดรถยนต์ตามสถานีต่าง ๆ เป็นต้น แต่เดิมๆ ที ก็มีการก่อสร้างเป็นเครื่องจอดรถ แบบถาวร (คอนกรีตเสริมเหล็ก)

             ซึ่งต้องมีพื้นที่สำหรับช่องจอดของรถ, ทางรถวิ่งสวนกันได้ในแต่ละชั้น, ต้องมีชานลาดขึ้น-ลงระหว่างชั้น, และบันไดหรือลิฟท์โดยสารเพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ขับขี่/ผู้โดยสาร และต่อมาก็มีการก่อสร้างเป็นเครื่องเหล็ก 2 ชั้นแบบประกอบ-ถอดรื้อถอน-ประกอบใหม่ได้ เพื่อความรวดเร็วและความคล่องตัวในการโยกย้าย ซึ่งทั้ง 2 แบบนี้ต้องใช้พื้นที่ในการจอดรถโดยเฉลี่ยประมาณ 40-50 ตร.ม /คัน ต่อมาก็มีการพัฒนาเป็นเครื่องจอดแบบเชิงกล 2ชั้น ซึ่งใช้พื้นที่ในการจอดรถโดยเฉลี่ยประมาณ 15-18 ตร.ม /คันเท่านั้น แต่ก็ไม่สะดวกในการจอดรถ  เพราะในกรณีมีรถจอดอยู่ชั้นล่างและมีความจำเป็นที่จะใช้ที่จอดชั้น 2เพื่อนำรถเข้า / ออก ต้องนำรถชั้นล่างออกก่อนทุกครั้ง ดังนั้น การพัฒนาสร้างอาคารที่จอดรถอัจฉริยะแบบจอดได้หลายคันชนิดขนย้ายและประกอบด้วยหน่วยแยก จะเป็นแนวทางในการรองรับปัญหาการจราจรในเมืองได้เป็นอย่างดี

 

          ด้วยเหตุนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงให้การสนับสนุน สมาคมเครื่องจักรกลไทย ร่วมกับ บริษัท คอนสโก เอ็นเตอร์ไพรเซล จำกัด ดำเนินการพัฒนาสร้างอาคารที่จอดรถอัจฉริยะแบบจอดได้หลายคัน ชนิดขนย้ายและประกอบด้วยหน่วยแยก (สะดวก-ง่ายในการรื้อถอน ขนย้ายและติดตั้ง) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทันสมัยควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ ลดการใช้แรงงาน และลดการเข้า มีสัญญาณเตือนการนำรถ เข้า-ออก ที่จอด ได้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยด้วยระบบ Safety Lock สามารถบันทึกเวลาจอดของแต่ละคัน และควบคุมการใช้งานด้วย Card อีกทั้งยังสามารถรองรับขนาดรถยนต์ตามมาตรฐานที่มีใช้กันแพร่หลายในประเทศไทย เช่น รถปิคอัพ และรถตู้ ได้อีกด้วย 


             ประโยชน์ของการพัฒนาสร้างอาคารที่จอดรถ เพื่อเป็นการทดแทนการนำเข้า และเสริมสร้างเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความสามารถในด้านการแข่งขันให้กับผู้ผลิตในประเทศไทยในด้านการลดต้นทุนการผลิต และต่อยอดเทคโนโลยีควบคุมให้เป็นระบบ Industry 4.0 ในอนาคตได้ ช่วยให้ผู้ประกอบการ สถาบัน สถานที่ราชการ มีทางเลือกในการอำนวยความสะดวกให้กับพนังงานและลูกค้าตนเองได้ โดยอาคารที่จอดดังกล่าว จะจำหน่ายในราคา 24,000 บาท/คัน หากนำเข้าราคาจะอยู่ที่ 250,000 บาท/คัน หรือต่อโครงสร้างราคา 3,200,000 บาท/ชุด 


5. “ความสำเร็จการพัฒนาสร้างเครื่องจักรกลเพื่อกระบวนการผลิตยางเตรียมพื้นลู่-ลานกรีฑา

สนามกีฬาและลานเอนกประสงค์”

 

 

             ยางพาราเป็นวัตถุดิบในการสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยภาครัฐส่งเสริมให้มีการนำยางมาใช้ทำยางพื้นลู่-ลานกรีฑา สนามกีฬาและลานเอนกประสงค์ ประมาณ 20.7 ล้านตารางเมตร ในปีงบประมาณ 2558–2560 (คิดเป็นปริมาณใช้ยางพาราดิบประมาณ 55,400 ตัน) ซึ่งการส่งเสริมให้มีการทำยางพื้นลู่-ลานกรีฑาปริมาณมากดังกล่าวจำเป็นต้องมีเครื่องจักรที่เหมาะสมใช้ในขั้นตอนการผลิตเม็ดยาง และในขั้นตอนการผสมยางพอลิยูรีเทนกับเม็ดยางที่ซึ่งขณะผสมมีความหนืดสูงมาก ซึ่งในอุตสาหกรรมยังขาดแคลนเครื่องจักรที่เหมาะสมและตรงกับการใช้งานมาใช้แทนเครื่องจักรที่มีอยู่ โดยเครื่องตัดยางที่มี จะมีปัญหาในการควบคุมคุณภาพของเม็ดยางที่ตัดให้มีรูปทรงและขนาดที่สม่ำเสมอเท่าๆ กันไม่ได้ตามต้องการ และยังเกิดปัญหาเรื่องรูตะแกรงตันง่ายเสียเวลาซ่อมบำรุงบ่อย ใช้เวลาในการตัดนานกว่าที่ควรจะเป็นเพราะออกแบบวิธีการตัดไม่เหมาะสม ขณะตัดเกิดความหนืดสูงมากกินแรงมอเตอร์และเปลืองค่าไฟมาก ขณะที่เมื่อนำเม็ดยางดังกล่าวไปใช้สร้างพื้นลู่-ลานกรีฑา สนามกีฬา และลานเอนกประสงค์ ก็จะเกิดปัญหาตามมา เช่น กรณีที่รูปทรงของเม็ดยางที่ตัดออกมาเป็นทรงยาว ก็จะทำให้เกิดการขวางทางของการกระจายตัวของเม็ดยางก้อนอื่นๆ ทำให้การกระจายตัวของเม็ดยางโดยรวมไม่ดี

 

             นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าเพราะฉีกขาดและหลุดลอกออกไปได้ง่ายกว่าการใช้เม็ดยางที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมลูกเต๋าที่มีขนาดสม่ำเสมอกัน ส่วนเครื่องกวนผสมที่มีก็ยังไม่เหมาะสมใช้กับงานผสมยางพอลิยูรีเทนที่มีความหนืดสูงมาก การผสมคลุกเคล้ายางทำได้ยาก เทยางออกจากถังได้ยาก ไหลออกไม่หมดเหลือเกาะติดกับผนังถังและทำความสะอาดได้ค่อนข้างยาก การนำมาประยุกต์ใช้จะเกิดปัญหาติดตามมา โดยหากใช้ถังผสมเคมีชนิดใช้ใบกวน ด้วยความหนืดที่สูงมากของยางพอลิยูรีเทน จำเป็นต้องใช้ต้นกำลัง/มอเตอร์ขนาดใหญ่มากจึงจะกวนยางให้ไหลผสมเข้ากันได้ดี ขณะที่ถังผสมคอนกรีตที่มีใบกวนติดอยู่ที่ผนังถัง แม้ว่าจะไม่จำเป็นต้องใช้ต้นกำลัง/มอเตอร์ที่ใหญ่เหมือนชนิดใบกวน แต่จะมีปัญหาเรื่องการเทยางออกจากถังเช่นเดียวกับถังผสมเคมีชนิดใช้ใบกวน 

 

             ด้วยเหตุนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงให้การสนับสนุนสมาคมเครื่องจักรกลไทย ร่วมกับ บริษัท ไทยเซ็นทรัลเมคคานิคส์ จำกัด คิดค้นประดิษฐ์สร้างนวัตกรรมต้นแบบขึ้นช่วยแก้ปัญหา โดยเครื่องตัดยางมีการพัฒนาปรับปรุงออกแบบคุณภาพการตัดให้สามารถตัดแผ่นยางขนาดหนาประมาณ 3.5 มม. x กว้าง 300 มม. ให้เป็นเม็ดยางรูปทรงลูกเต๋าขนาด 3-4 ลูกบาศก์มิลลิเมตรอย่างสม่ำเสมอ ชิ้นวัสดุที่ได้ไม่เป็นฝุ่นผงยาง มีอัตราการผลิตเม็ดยางที่ 200 กก./ชม. ไม่ใช้ตะแกรง ไม่อุดตัน ไม่ต้องหยุดซ่อมบำรุงบ่อย ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และลดอัตราสิ้นเปลืองใบมีดตัด ส่วนเครื่องผสมยางมีการพัฒนาปรับปรุงโดยออกแบบให้ผิวผนังถังเกลี้ยงเรียบลื่นเพื่อป้องกันยางที่ผสมเกาะติดกับผนัง มีใบกวนและปาดชนิดติดตั้งอยู่กับที่ปรับตั้งมุมองศาได้ และแยกออกต่างหากจากผนังถัง ผนวกกับการออกแบบให้ถังสามารถหมุนเดินหน้าและถอยหลังได้

 

             ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกวนผสมยางพอลิยูลิเทน ให้คลุกเคล้ากับเม็ดยางได้ดี มีการกระจายตัวไปทั่วๆ โดยในที่ขณะถังหมุนเดินหน้าจะปรับให้ทำหน้าที่เป็นใบกวนผสมยาง แต่หากถังหมุนเดินถอยหลังก็จะปรับให้ทำหน้าที่เป็นใบกวาดยาง กวาดเอายางที่ผสมแล้วออกจากถังได้อย่างหมดจด เหลือติดถังและใบกวาดน้อย ใบกวนและปาดมีความแข็งแรงทนทาน ทำความสะอาดง่าย และออกแบบให้ประหยัดพลังงาน มีกำลังการผลิตที่อัตรา 120 กก./แบ็ทซ์/ 20 นาที โดยมีราคาจำหน่ายเครื่องผสมยางอยู่ที่  365,000 บาท  และเครื่องตัดยางราคาอยู่ที่ = 365,000 บาท ส่วนการนำเข้ายังไม่มี เนื่องจากเป็นนวัตกรรมใหม่ ยังไม่มีคู่แข่ง


 

 


ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Call Center 1313

หรือสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี 0 2333 3924 หรือ http://createc.most.go.th/ 

เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834

e-mail :     อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน   Facebook : sciencethailand

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

 

กระทรวงวิทย์ ผนึก ก.ไอซีที จัดงานใหญ่ “Startup Thailand & Digital Thailand” บุก 3 หัวเมืองใหญ่

พิมพ์ PDF


             ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พร้อมด้วยนายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานภาคเอกชน

 

             กลุ่ม D1 การยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ (Innovation & Productivity) คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ และ ดร.เดช เฉิดสุวรรณรักษ์ กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  ร่วมแถลงข่าวงาน Startup Thailand & Digital Thailand ที่จะจัดขึ้นช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2559 ที่เชียงใหม่ ขอนแก่นและภูเก็ต เพื่อต่อยอดความสำเร็จการขับเคลื่อนการพัฒนาสตาร์ทอัพและเศรษฐกิจดิจิทัลในช่วงต้นปีนี้ อันจะทำให้ประเทศไทยก้าวเป็น ‘ประเทศไทย 4.0’ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมอย่างแท้จริง ณ อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2559

 

 
   

 

             ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายที่ชัดเจนในการสร้างสังคมนวัตกรรม โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ในทุกมิติเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประกอบกับเมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ (คพน.) ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดทำแคมเปญ Startup Thailand เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงศักยภาพด้านนวัตกรรมของประเทศไทย รวมถึงแสดงจุดยืนของรัฐบาลที่จะทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างทั่วถึงทั้งประเทศไทย


             รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวต่อว่า จากความสำเร็จของการจัดงาน Startup Thailand 2016 และงาน Digital Thailand 2016 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้ร่วมงานทั้งสองงานกว่า 50,000 คนนั้น นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘ประเทศไทย 4.0’ ของรัฐบาล กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงไอซีที จึงร่วมมือกันเป็นเจ้าภาพหลักอีกครั้งหนึ่ง ในการกระจายโอกาสให้กับคนไทยได้เห็นถึงพลังของประชาคมสตาร์ทอัพที่นำไอเดียผนวกกับเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐและเอกชน โดยงาน Startup Thailand & Digital Thailand จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ใน 3 จังหวัด ได้แก่  วันที่ 5 – 7 สิงหาคม 2559 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ (CMECC) วันที่ 26 – 28 สิงหาคม ณ วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น  และปิดท้าย วันที่ 16 – 18 กันยายน ณ รอยัล ภูเก็ต มารีน่า จังหวัดภูเก็ต

 

   
   

 

             ดร. อุตตม สาวนายน รมว.กระทรวงไอซีที กล่าวเสริมถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า งาน Digital Thailand สืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายและวิสัยทัศน์ที่จะนำพาประเทศไทย หรือวางพื้นฐานไว้ให้ไปสู่ Thailand 4.0 ซึ่งพลังของ Startup พลังนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญ โดยงาน Digital Thailand 2016 ที่กระทรวงไอซีที ร่วมกับพันธมิตรจากทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน จัดขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักด้านการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเพื่อส่งเสริมและสร้างเครือข่ายให้เกิดกิจกรรมที่แสดงศักยภาพของเทคโนโลยีและโอกาสที่มาพร้อมกับโลกยุคดิจิทัล ดังนั้นการจัดงานใน 3 ภูมิภาคครั้งนี้จะทำให้เกิดการขยายผลในวงกว้างทั้งประเทศได้อย่างทั่วถึง เป็นงานที่สร้างการตื่นตัวให้กับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลเป็นหลัก ซึ่งเชื่อมโยงกับการส่งเสริม Startup เพื่อเป็นพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนไปสู่ Thailand 4.0 กลไกสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ

  

 

             ด้าน คุณกานต์  ตระกูลฮุน กล่าวว่า ทางภาคเอกชน ดีใจมากๆ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้ การขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ Startup มีส่วนสำคัญที่จะช่วยเสริมให้อุตสาหกรรมเดิมที่เรามีอยู่ Startup จะมีส่วนสำคัญอย่างมาก ยิ่งมี Digital เข้ามาซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญ 2 งานที่เคยจัดมาของ Startup Thailand และ Digital Thailand ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาในกรุงเทพฯ ถือว่าสำเร็จมากๆ ขอเชิญชวนเพื่อนๆ ธุรกิจอุตสาหกรรมมาร่วมกัน โดยเฉพาะประชาชนทั่วไป นิสิต นักศึกษา ขอให้มาร่วม ท่านจะได้มาเห็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ และนี่คือ อนาคตของประเทศ

             ดร.เดช  เฉิดสุวรรณรักษ์  กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าฯ เป็นองค์กรที่มีเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 9 หมื่นราย ส่วนใหญ่เป็น SMEs กว่า 85% จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก จากวิสัยทัศน์และพันธกิจของหอการค้าฯ คือการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ การเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งและการดำเนินธุรกิจให้มีธรรมาภิบาลและนึกถึงสังคมเป็นหลัก หอการค้าฯ จึงสนับสนุนแนวคิดของรัฐบาลในการพัฒนาผู้ประกอบการให้เข้าสู่ความเป็น Smart Enterprise โดยได้มีการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือ YEC (Young Enterpreneur Chamber of Commerce) ซึ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่จะมีแนวคิด วิธีการทำธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยี ใช้ความรู้ที่เรียนมาจากสถาบันต่างประเทศหรือในประเทศที่มีชื่อเสียงมาปรับใช้กับธุรกิจของตนเองที่บ้าน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนประเทศก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ซึ่งภาคเอกชนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงและพัฒนาธุรกิจให้สอดรับกับการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยการพัฒนาในเชิงสร้างสรรค์ด้วยการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีและการวิจัย เพื่อทำให้ภาคธุรกิจมีศักยภาพและมีขีดความสามารถในการแข่งขัน 

 

 


             สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและความเคลื่อนไหวการจัดงาน “Startup Thailand & Digital Thailand” ได้ที่ www.thailandstartup.org  facebook.com/ThailandStartup  www.digitalthailand.in.th  facebook.com/digitalthailandday หรือ Call Center: 1313







ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ   กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี    โทรศัพท์ 0-2017-5555
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร   โทรศัพท์ 0-2141-6747
 

ข่าวโดย : นายปราโมทย์ ป้องสุธาธาร
ภาพโดย : นายไววิทย์  ยอดประสิทธิ์/นายเอกชัย สุนทรเดช
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน     Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

 

 

 

 

กระทรวงวิทย์ฯ ประกาศความสำเร็จ พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรต้นแบบ 3 เครื่อง ฝีมือคนไทย ภายใต้ความร่วมมือ 3 ประสาน

พิมพ์ PDF


      25 กรกฎาคม 2559 ณ สถาบันไทย-เยอรมัน จ.ชลบุรี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ สถาบันไทย-เยอรมัน แถลงผลสำเร็จการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรต้นแบบในโครงการสร้างเครื่องจักรต้นแบบด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่า 3 เครื่อง เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเห็นการผลักดันงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัยของรัฐ และภาคเอกชน ในรูปแบบเกลียว 3 ประสาน หรือที่เรียกว่าโมเดล Triple Helix 

 

   
     


     นายสมหวัง  บุญรักษ์เจริญ ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน กล่าวว่า โครงการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้วยกระบวนการวิศวกรรมสร้างสรรค์คุณค่า เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน โดยการนำเข้าเครื่องจักรกลระบบอัตโนมัติต่างๆ ของประเทศไทยใช้งบประมาณสูงถึง 5 แสนล้านบาท ต่อ ปี จึงเป็นที่มาของแนวทางที่จะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการนำเข้าจึงทำให้เกิดโครงการดังกล่าวขึ้น นอกจากอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร แล้วจะได้องค์ความรู้ของเครื่องมือนั้นในการผลิต โดยมีผู้ประกอบการเป็นต้นแบบในการพัฒนาและขยายผลต่อไปในเชิงพาณิชย์ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรม 4.0 ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นใหม่

 


      นายเอกสิทธิ์ สุโขขนัง หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า ตามที่สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดสรรงบประมาณโครงการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วยกระบวนการวิศวกรรมสร้างสรรค์คุณค่า ประจำปี 2558 ให้กับสถาบันไทย-เยอรมัน เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเห็นการผลักดันงานวิจัยลัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัยภาครัฐและภาคเอกชน ในรูปแบบเกลียว 3 ประสาน หรือเรียกว่าโมเดล Triple Helix นั้น สถาบันไทย – เยอรมัน ได้พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรต้นแบบภายใต้โครงการดังกล่าวร่วมกับภาคเอกชน จำนวน 3 เครื่อง ได้แก่ ผลงานชิ้นที่ 1 เครื่องทดสอบหาค่าความอ่อนตัวของยาง เป็นผลงานที่ร่วมทุนวิจัยและพัฒนากับบริษัท เจริญทัศน์ จำกัด เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับหาค่าความอ่อนตัวของยางดิบ ตามมาตรฐาน ASTM D3194 สามารถอ่านค่าที่วัดได้ในระบบตัวเลข (Digital Display) ค่า Resolution เท่ากับ 0.5 หน่วย และใช้เวลาในการทดสอบแต่ละชิ้นตัวอย่าง ไม่เกิน 1 นาที

 


    ผลงานชิ้นที่ 2 เป็นผลงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.เอส.เอ.แมชีนเนอร์รี่ ที่ได้ดำเนินการพัฒนาเครื่องแยกตะกอน ซึ่งเครื่องแยกตะกอน (Decanter) คือ อุปกรณ์ที่ใช้แยก (Separation) ของแข็งแขวนลอยออกจากของเหลว ที่มีการทำงานแบบต่อเนื่อง เหมาะกับของเหลวที่มีปริมาณสารแขวนลอยสูง ข้นหนืดมาก โดยตัวเครื่องมีส่วนประกอบหลักคือ กระบอกที่มีปลายข้างหนึ่งเป็นกรวย วางตัวในแนวนอน ภายในมีเกลียวลำเลียง (Screw Conveyor) การแยกทำได้โดยใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์ (Centrifugal Force) แยกให้กากตกตะกอนและลำเลียงออกมาทางปลายด้านกรวย มีกำลังการผลิตในการรับของเหลวผ่านเครื่อง 20- 25 ลบ.ม./ชั่วโมง โดยเครื่องแยกตะกอนนี้สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตน้ำผลไม้ ใช้แยกกากออกจากน้ำผลไม้ ตลอดจนใช้แยกแป้งหรือสตาร์ซ (Starch) ออกจากน้ำแป้งในอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมผลิตแป้งข้าวเจ้า หรือการแยกตะกอนน้ำเสีย ตะกอนจากน้ำ ในการผลิตน้ำประปาและอุตสาหกรรมผลิตเคมี

 


     ผลงานชิ้นที่ 3 บริษัท บอสเซ่ จำกัด ได้ดำเนินโครงการพัฒนาสร้างเครื่องผลิตไฮโดรเจนและหัวเผาที่ใช้กับพลังงานไฮโดรเจน เพื่อทดแทนแก๊สธรรมชาติ ซึ่งเครื่องผลิตไฮโดรเจนและหัวเผานี้สามารถ Generated Gas Hydrogen ได้ 3 bars ตัวกระบอกสามารถรับแรงดันของ Gas ประมาณ 10 bars ลูกลอย gas meter สามารถรับแรงดันได้ 3.5 – 4 bars เพื่อความปลอดภัย โดยสามารถนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน ซึ่งทาง บริษัท บอสเซ่ จำกัด  มีแผนที่จะขยายผลออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 60,000 บาทต่อเครื่อง

 


ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Call Center 1313
หรือสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี 0 2333 3924 หรือ http://createc.most.go.th/

 

ข่าวโดย : นางสาวชลธิชา แสงเทียนสุวรรณ
ภาพข่าว : นางสาวพจนพร แสงสว่าง,นายภูมินทร์ ปั้นเล็ก

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834

e-mail :    อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน   Facebook : sciencethailand

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313


 

 

ASEAN Reference Material Network Start-up meeting

พิมพ์ PDF

 

             กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)โดยสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) จัดประชุมโครงการจัดตั้งเครือข่าย ASEAN Reference Material Network ซึ่งที่ผ่านมา ฝ่ายมาตรวิทยาเคมีและชีวภาพ ได้ดำเนินการผลิตและจำหน่ายวัสดุอ้างอิงภายใต้เครื่องหมายการค้า TRM เพื่อลดการนำเข้าวัสดุอ้างอิงจากต่างประเทศ ในขณะที่ความต้องการวัสดุอ้างอิงที่ครอบคลุมการวิเคราะห์ที่หลากหลายมีมากยิ่งขึ้น  แต่การผลิตวัสดุอ้างอิงมีการลงทุนสูงทั้งในส่วนของเครื่องมือสำหรับเตรียมวัสดุอ้างอิง เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์สารมาตรฐานต่างๆ รวมทั้งยังต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาความเป็นเนื้อเดียวกันความเสถียร  ฝ่ายมาตรวิทยาเคมีและชีวภาพจึงมีแนวคิดในการจัดประชุมครั้งนี้ขึ้น 

 

 

             โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถาบันมาตรวิทยาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนสามารถรวมกลุ่มกันได้  ก็จะสามารถผลิตวัสดุอ้างอิงได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น  เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการผลิตวัสดุอ้างอิงชนิดเดียวกัน หรือรวมกลุ่มกัน  เพื่อผลิตวัสดุอ้างอิงได้ตามความต้องการ  รวมทั้งยังกระจายวัสดุอ้างอิงที่ผลิตได้ภายในกลุ่มอีกด้วย  ซึ่งในครั้งนี้มีหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมจาก 2 หน่วยงาน 2 ประเทศ ได้แก่ Dr. Fransiska  DEWI และ Dr. Teo Tang Lin จาก Health Science Authority (HSA) ประเทศสิงคโปร์ และ Dr. Shima  HASHIM จาก Department of Chemistry Malaysia (KIMIA) ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ณ ห้องประชุม Jamjuree 2 โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส กรุงเทพฯ




เขียนข่าว : นางสาวชณิกชา จันทรศิริ 

ผู้ประสานงาน : นายประสิทธิ์ บุปผาวรรณา
เบอร์โทรศัพท์ 02 577 5100 ต่อ 4226 -7 เบอร์แฟกซ์ 02 577 2823

e-mail:  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน    


เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์ 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834

e-mail :     อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน   Facebook : sciencethailand

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

 
หน้า 8 จาก 601
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป