กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ข่าวสารหน่วยงาน

ข่าวสารหน่วยงาน

รวบรวมข่าวสารประชาสัมพันธ์ และข่าวทั่วไป ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คลอบคลุม ทั้ง ข่าวกิจกรรม ภาพข่าวกิจกรรมของ หน่วยงานในสังกัดกระทรวง

 



ก.วิทย์ฯ จัดประชุมดันมหาลัยทั่วประเทศเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ" เร่งเดินหน้าสตาร์ทอัพไทย

พิมพ์ PDF

 

           

               เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 - ณ ห้องประชุมแคแสด ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าประชุมหารือร่วมกับมหาวิทยาลัยและผู้ประกอบการ ภายใต้หัวข้อ "การส่งเสริมมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ (Entrepreneurial University) และบทบาทของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ (Startup)" โดยการประชุมหารือในครั้งนี้เป็นการหารือเพื่อหาแนวทางการพัฒนาสตาร์ทอัพที่มหาวิทยาลัยจะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงให้เกิดจริง 

 

 

              นอกจากนี้ ดร.พิเชฐ ยังได้เชิญวิทยากรพิเศษจากต่างประเทศมา 2 ท่าน ซึ่งท่านได้เคยร่วมงานมาก่อน มาร่วมประชุมหารือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผู้ประการธุรกิจนวัตกรรมให้ผู้ร่วมประชุมได้เห็นถึงแนวทางในการดำเนินการ พร้อมกันนี้ยังได้ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยส่ง platform การดำเนินการเพื่อทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะได้ส่งเสริมมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการต่อไป

 

   


ข่าวโดย :   นางสาวนฤมล รัตนสุวรรณ์ 

ภาพและวิดีโอโดย : นางสาวศิริลักษณ์ สิกขะบูรณะและนายรัฐพล หงสไกร 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทร. 02 333 3728-3732   โทรสาร 02 333 3834

E-Mail:        อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน      Facebook : sciencethailand

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร. 1313

 

 

 

 

กระทรวงวิทย์ฯ - ไอทีซี บุกเชียงใหม่จัด “สตาร์ทอัพและดิจิทัลไทยแลนด์” อย่างอลังการ เจ้าภาพปลื้มผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน

พิมพ์ PDF

             

            เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 - ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จัดงาน “Startup Thailand & Digital Thailand” ภายใต้แนวคิด เชียงใหม่เมืองสร้างสรรค์ หลังประสบความสำเร็จจากการจัดงานที่กรุงเทพฯเพื่อสร้างความรู้ของธุรกิจสตาร์ทอัพและพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงสังคมดิจิทัลไปสู่ภูมิภาค โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ทั้งนี้ยังมี ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและ ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมเปิดงานในครั้งนี้ด้วย  


 

              ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการส่งเสริมการพัฒนาสตาร์ทอัพและนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลมีความเกี่ยวโยงกันเป็นอย่างมาก เนื่องจากสอดคล้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม 
              “ทั้งนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบถึงผลสำเร็จของการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2016 และงานดิจิทัลไทยแลนด์ 2016 ที่จัดโดยกระทรวงวิทย์ฯและไอซีทีเมื่อช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0” ดร.สมคิด กล่าว 


 

              ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า งานสตาร์ทอัพครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดมาจากความสำเร็จของการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์และเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจของรัฐบาลในการขับเคลื่อนและบ่มเพาะนักรบเศรษฐกิจใหม่ ตลอดจนการสร้างความต่อเนื่องของกิจกรรมดังกล่าวให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางปฎิบัติได้อย่างแท้จริง 

              “กระทรวงวิทย์ฯจังได้ร่วมมือกับไอซีทีร่วมมือกันเป็นเจ้าภาพหลักอีกครั้งหนึ่งในการกระจายโอกาสให้คนไทยได้เห็นถึงพลังของประชาคมสตาร์ทอัพที่นำไอเดียผนวกกับเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษญกิจ รวมถึงมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ จากภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งนี้งาน Startup Thailand & Digital Thailand นี้จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยจะจัดที่เชียงใหม่เป็นแห่งแรก ตามด้วยขอนแก่นและภูเก็ตในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายนนี้ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ” ดร.พิเชฐ กล่าว 

 

 
   

 

              ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า ภายใต้การดำเนินงานขับเคลื่อนแผนดิจิทัลไทยแลนด์ของกระทรวงไอซทีได้ส่งเสริมให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดนำร่องจังหวัดหนึ่งในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสการเข้าถึงการบริการภาครัฐให้กับประชาชน รวมถึงการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

              “งานในครั้งนี้หวังว่าจะสามารถช่วยให้ผู้ปฎิบัติงานของภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดในภาคเหนือได้มีความเข้าใจในนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนดิจิทัลไทยแลนด์ รวมถึงมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว” ดร.อุตตม กล่าว

 

   
   

 


กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทร. 02 333 3728-3732   โทรสาร 02 333 3834

E-Mail:       อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน      Facebook : sciencethailand

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร. 1313

 

 

นายยูกิยะ อมาโนะ ผอ.ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศเข้าเยี่ยมนายกรัฐมนตรี

พิมพ์ PDF

 


       นายยูกิยะ อมาโนะ (Mr. Yukiya Amano)  ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่เดินทางมาร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ปี 2559 หรือ International Nuclear Science and Technology Conference (INST 2016)  โดยมี ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย ดร.พรเทพ นิศามณีพงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และ ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เข้าร่วมฯ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2559 ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

 

   

 

 

 

ข่าว-ภาพโดย : นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทร. 02 333 3728-3732   โทรสาร 02 333 3834
E-Mail:     อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน      Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร. 1313

 

 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดตัวผลงานนิวเคลียร์ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ INST 2016

พิมพ์ PDF

 

       กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดการประชุมฯ วิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ปี 2559 หรือ International NuclearScience and Technology Conference (INST 2016) ในวันที่ 4 – 6 สิงหาคม 2559 ซึ่งงานปีนี้เน้นการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ยกระดับคุณภาพชีวิต Nuclear for Better Life นำทัพผลงานวิจัยด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากกว่า 130 ผลงาน กว่า 10 ประเทศทั่วโลก นำเสนอภายในงาน พร้อมโชว์สิ่งประดิษฐ์หุ่นยนต์ผลงานเยาวชนและนักวิจัยวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ดีเด่

 

   

      ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตมนุษย์และการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการแพทย์ และสิ่งแวดล้อม  ซึ่งจำเป็นจะต้องพัฒนาบนพื้นฐานองค์ความรู้ และบุคลากรอย่างต่อเนื่อง  การจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ปี 2559 หรือ International Nuclear Science and Technology Conference (INST 2016) จึงเป็นโอกาสในการสื่อสารและเผยแพร่ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี รวมถึงการประยุกต์ใช้ในสาขาวิชาต่างๆ และให้เกิดการต่อยอดนวัตกรรมและบริการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และรวมทั้งเกิดการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

 

 
   

  

     ดร.พรเทพ นิศามณีพงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) กล่าวว่า การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ หรือ International Nuclear Science and Technology Conference (INST 2016) ถือเป็นงานประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ครั้งสำคัญ ซึ่งจะจัดขึ้นเพียง 2 ปีครั้ง โดยงาน INST แบ่งการนำเสนอเป็น 2 รูปแบบ คือ Oral Presentation และ Poster Presentation มีนักวิจัยส่งผลงานเข้าร่วมทั้งสิ้น 133 ผลงาน แบ่งเป็น Oral Presentation จำนวน 39 ผลงาน และ Poster Presentation 94 ผลงาน จากนักวิจัย นักพัฒนา นักวิชาการกว่า 10 ประเทศทั่วโลก อาทิ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย อิหร่าน ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย เมียนมาร์ แอฟริกาใต้ สวีเดน เป็นต้น ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่น้อยกว่า 500 คน

 

 

   

     ดร.พรเทพ กล่าวอีกว่า การประชุมวิชาการในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับโลก และระดับภูมิภาคมาร่วมบรรยาย ได้แก่ Mr. Yukiya Amano ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ( International Atomic Energy Agency หรือ IAEA)  ร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ บทบาทสำคัญของ IAEA และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในด้านการส่งเสริมสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่ดีในประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงมีหมายกำหนดการเข้าพบหารือกับรัฐบาลถึงนโยบายและแนวทางความร่วมมือระดับประเทศกับ IAEA นอกจากนี้ยังมีวิทยากรชั้นนำจากนานาประเทศร่วมบรรยายในการประชุมครั้งนี้ อาทิ ผู้บริหารจากองค์การเซิร์น จากสวิตเซอร์แลนด์ หน่วยงานนิวเคลียร์ จากญี่ปุ่น เวียดนาม แคนาดา เป็นต้น ซึ่งเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะเรียนรู้ทั้งด้านเทคโนโลยี แนวโน้มและการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก

 
     “นอกจากนี้ ยังมีการแสดงผลงานนิทรรศการนิวเคลียร์กับผลงานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การโชว์ผลงานสิ่งประดิษฐ์ประกวดหุ่นยนต์ปฎิบัติการด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์แล้ว ปีนี้คณะกรรมการยังได้คัดเลือกและมอบรางวัลให้แก่ นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ดีเด่น หรือ Young Nuclear Scientist Award ซึ่งผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ ได้แก่  ดร.วรรณวิมล ปาสาณพันธ์  ผู้เชี่ยวชาญด้าน Radiation chemistry and material sciences หัวหน้าภาควิชาหัวหน้าภาควิชาวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงการนำเสนอโครงการและผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์จากหน่วยงานภาครัฐและภาคการศึกษา” อีกกว่า 100 ผลงาน ดร.พรเทพ กล่าวในตอนท้าย



ตรวจข่าวโดย
ปณิธา รื่นบรรเทิง
ฝ่ายสื่อสารองค์การ สทน.

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : บริษัท  อิน เฮ้าส์ เอเยนซี่ จำกัด 
นายจตุพล ศิริเดช  099 519 3641/ นายวรพล ปัญญาผาบ 092 556 2461

 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834

e-mail :      อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน   Facebook : sciencethailand

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

 

“กิติพงค์” ถอดรหัสประเทศไทย แนะนวัตกรรมแห่งอนาคตปูทางสู่ไทยแลนด์ 4.0

พิมพ์ PDF

 

 

    ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า   หากเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศเกาหลีใต้ในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ( วทน.) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะเห็นว่าภาพรวมประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำโดยรั้งอันดับที่ 47 ซึ่งยังห่างไกลกับประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งติดอันดับ 8 จากการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ล่าสุด ปี 2559 หากมองถึงรายได้ประชาชาติของทั้ง 2 ประเทศ ปี 2557 เกาหลีใต้มีรายได้ประชาชาติต่อหัวสูงถึงประมาณ 28,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ประเทศไทยมีรายได้ประชาชาติต่อหัวเพียง 5,997 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่ในปี 2513 รายได้ของทั้ง 2 ประเทศ อยู่ในระดับเดียวกันคือประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐ หากเปรียบเทียบลงลึกไปถึงการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาต่อจีดีพี พบว่าการลงทุนในเกาหลีใต้มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 3.8 ในขณะที่ไทยมีสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 0.5 เท่านั้น

 

 

     ดร.กิติพงค์ฯ กล่าวต่อว่า จากการศึกษาเก็บข้อมูลตัวเลขเชิงเปรียบเทียบ ของ สวทน. ถึงสัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนากับจีดีพีของกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศในแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพซึ่งเป็นกลุ่มหลักในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ คิดเป็นจีดีพีสูงสุดประมาณ 2 ล้านล้านบาท แต่กลับมีสัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยพัฒนาเพียงร้อยละ 0.2 ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูงมีจีดีพีประมาณ 8 แสนล้านบาท กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัวมีจีดีพีประมาณ 4 แสนล้านบาท 2 กลุ่มนี้มีสัดส่วนการลงทุนวิจัยพัฒนาไม่ถึงร้อยละ 0.2 รวมถึงการจดสิทธิบัตรต่างๆ ยังมีจำนวนที่น้อยมาก แต่เรายังได้เห็นการทิศทางที่ดีในกลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งมีจีดีพีประมาณ 6 แสนล้าน กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม ซึ่งมีจีดีพีประมาณ 1 ล้านล้านบาท 2 กลุ่มนี้มีสัดส่วนการลงทุนวิจัยพัฒนาสูงขี้นอย่างเห็นได้ชัดคือ ประมาณร้อยละ 1  

 

 

 

       ขณะนี้ สวทน. ได้จัดทำโครงการศึกษาเทคโนโลยียุทธศาสตร์สำหรับสนับสนุนกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตประเทศไทย พบว่านวัตกรรมแห่งอนาคตที่น่าจับตาที่กำลังได้รับการพัฒนาทั้งในระดับโลก หรือกำลังพัฒนาเพื่อนำมาใช้ในประเทศไทย เป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรมหลักทั้ง 5 กลุ่ม ให้สามารถก้าวเข้าสู่โมเดลไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นโมเดลและแผนที่ข้อมูลทางการเกษตร ระบบควบคุมน้ำ ปุ๋ยอัตโนมัติ การตรวจวัดสภาพดิน เป็นต้น เพื่อสนับสนุนกลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ  หรือการพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด เซนเซอร์อัจฉริยะบนร่างกาย ในการสนับสนุนกลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ การพัฒนาเซนเซอร์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อสนับสนุนกลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกล การจัดการและการแสดงผลข้อมูลขนาดใหญ่ การพัฒนาการเข้ารหัสและถอดรหัสความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ สำหรับกลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต และการพัฒนาด้านแอนิเมชั่น เทคโนโลยีผสานโลกเสมือนจริง เพื่อต่อยอดกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการ

 

 

        ดร.กิติพงค์ฯ กล่าวถึง โครงการสำคัญที่ สวทน.กำลังดำเนินการเพื่อปูทางให้กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักทั้ง 5 กลุ่มสามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ไปสู่ไทยแลนด์ 4.0  ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร ได้แก่ โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร หรือฟู๊ดอินโนโพลิส ที่มีจุดประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนให้เกิดการวิจัยพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดบริษัทหรือหน่วยงานวิจัยพัฒนาด้านอาหารชั้นนำของโลกมาลงทุนในกิจการด้านนวัตกรรมอาหารในประเทศไทย การสนับสนุนเอกชนไทยตั้งแต่ สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี จนถึงบริษัทขนาดใหญ่เพื่อสร้างรายได้ใหม่ของประเทศจากสินค้าและบริการจากนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูง รวมทั้งพัฒนาบุคลากรความรู้ชั้นสูงด้านเกษตรอาหาร

 

 

      โครงการ ฟู๊ดอินโนโพลิส ได้จัดเตรียมพื้นที่กว่า 200 ไร่ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย พร้อมทั้งจัดเตรียมความสะดวกในด้านต่างๆ เช่นห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านอาหาร เราคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปี โครงการฟู๊ดอินโนโพลิส  จะสามารถดึงดูดบริษัทชั้นนำของโลกทั้งจากต่างประเทศและในประเทศกว่า 50 บริษัทเข้ามาลงทุนและทำ วิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม โดยคาดการณ์ มูลค่าการลงทุนวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมถึงประมาณ 35,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของจีดีพี ประมาณ 0.045% ถึง 0.053% ต่อปี และเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากการนำผลวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมไปผลิตหรือบริการไม่ต่ำกว่า 120,000 ล้านบาท รวมทั้งมีบริษัท Startup ด้านอาหารเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 100 บริษัท

       อีกหนึ่งโครงการหลักที่ขับเคลื่อนโดย สวทน. ร่วมกับหน่วยงานอื่นคือ โครงการสตาร์ทอัพ ไทยแลนด์  ซึ่ง สวทน. ได้เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาบริษัทสตาร์ทอัพ ครอบคลุมในหลายๆ ด้าน โดยได้รับงบประมาณจัดสรรจากรัฐบาลกว่า 1,089 ล้านบาท รวมทั้งการศึกษาแก้ไขกฎหมายบางฉบับเพื่อเอื้อให้เกิดการพัฒนาสตาร์ทอัพ อย่างเป็นรูปธรรม จากการคาดการณ์ในอีก 5 ปี คาดว่าจะมี สตาร์ทอัพ เพิ่มจำนวนกว่า 2,000 ธุรกิจ โดยเป็นธุรกิจดาวรุ่งอย่างน้อย 20 ธุรกิจ สตาร์ทอัพ ดิสทริกท์ และ โคเวิร์กกิ้ง สเปซ  กว่า 30 แห่ง  ดร.กิติพงค์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

เผยแพร่ข่าว : นางสาวชลธิชา แสงเทียนสุวรรณ

 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

โทร. 02 333 3728-3732  โทรสาร 02 333 3834

E-Mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  Facebook : sciencethailand

 
หน้า 1 จาก 601
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป