กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก หน้าหลัก

สนช. –ปตท.-MCC.-กรมอุทยานฯ นำร่องรณรงค์ใช้ถุงพลาสติกชีวภาพบนเกาะเสม็ด

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ร่วมกับอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  และบริษัท มิตซูบิชิ เคมิคอบ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการการใช้ถุงขยะพลาสติกชีวภาพ PBS คัดแยกขยะอินทรีย์เพื่อผลิตปุ๋ยชีวภาพ ณ เกาะเสม็ด”  เพื่อรณรงค์ลดปริมาณขญะพลาสติกบนเกาะเสม็ด  พร้อมทั้งคัดแยกขยะอินทรีย์เพื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพ  ซึ่งคาดว่าช่วยลดปัญหาการกำจัดขยะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวได้กว่า 100 ตัน/เดือน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน  คิดเป็นปริมาณคาร์บอนได้ถึง 1,600 ตัน/ปี

 

               นายสันติ  สาทิพย์พงษ์  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า  โครงการนี้เกิดขึ้นมึความสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1. การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลาสติดชีวภาพ  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นหน่วยงานประสานให้เกิดการดำเนินการ  ถ้าหากสามารถผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตเมล็ดพลาสติกชีวภาพ  จะก่อให้เกิดผลดีต่อประชาชนในอนาคต  การรณรงค์ให้มีการใช้พลาสติกชีวภาพจะก่อให้เกิดอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพได้  2. เกาะเสม็ด เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม  ปัญหาขยะเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญ และปุ๋ยชีวภาพมีข้อดีที่นำไปเพาะปลูกพืชโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การเอาขยะในพื้นที่มาผลิตปุ๋ย นอกจากจะลดขยะแล้วยังช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วย  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ขอแสดงความขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  และบริษัท มิตซูบิชิ เคมิคอบ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  และ สนช. ที่ได้สร้างความร่วมมือที่ดีและสร้างสรรค์ และหวังว่าจะช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีๆ ของเกาะเสม็ดกลับคืนมาและเกาะเสม็ดเป็นสชุมชนสีเขียวในเร็ววัน

 


               หลายประเทศทั่วโลก ได้ผลักดันนโยบายสนับสนุนให้เกิดการใช้พลาสติกชีวภาพ  เพื่อลดปัญหาขยะพลาสติกที่เหลือตกค้างและสะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อมเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี  รวมทั้งประเทศไทยซึ่งมีประชากรบริโภคพลาสติกต่อหัวปีละ 46.80 กิโลกรัม  และก่อให้เกิดขยะพลาสติกตกค้างปีละประมาณ 1 ล้านตัน  ซึ่งต้องใช้เวลา 300-400 ปี จึงจะย่อยสลายได้หมด  ผนวกกับปริมาณขยะอินทรีย์ที่เกิดขึ้นจำนวนมากถึงปีละ 9 ล้านตัน ถ้าสามารถนำถุงพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพมาใช้คัดแยกขยะอินทรีย์จากต้นทาง จะสามารถผลิตปุ๋ยชีวภาพได้ถึงปีละ 6 ล้านตัน คิดเป็นรายได้เพิ่มสูงถึง 60,000 ล้านบาท  ซึ่งมีความสอดคล้องกับแผนที่นำทางแห่งชาติการพัฒนาพลาสติกชีวภาพในกลยุทธ์ที่ 4  การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน  เพื่อรณรงค์และสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ  ดังนั้น สนช. จึงริเริ่มโครงการการใช้ถุงขยะพลาสติกชีวภาพ PBS คัดแยกขยะอินทรีย์เพื่อผลิตปุ๋ยชีวภาพ ณ เกาะเสม็ดขึ้น  เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมชุมชนเกาะเสม็ดให้เป็นตัวอย่างของ “ชุมชนเกาะสีเขียว”  ที่ยั่งยืน หรือ “green island” ซึ่งเป็นการเสริมภาพลักษณ์ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม และยกระดับการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ชุมชนให้โดดเด่นยิ่งขึ้น  และแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศแล้วยังเป็นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ  นับเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด


               นายภิมุข  สิมะโรจน์  ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “การดำเนินโครงการนำร่อง ณ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ในครั้งนี้ นับว่ามีความเหมาะสมยิ่ง  เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวทีมีนักท่องเที่ยวมาเป็นจำนวนมากและก่อให้เกิดขยะประมาณ 6 ตัน/วัน  อีกทั้งสภาพพื้นที่เป็นเกาะมีทะเลล้อมรอบทำให้มีพื้นที่จัดการขยะที่จำกัด จึงเกิดการจัดการขยะที่ไม่ถูกหลัก  เช่นการเผาขยะในบริเวณเปิด เป็นต้น  โดยอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมในวงกว้าง และทำให้สถานที่ท่องเที่ยวมีความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว  แต่ในปัจจุบันได้มีการให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับการคัดแยกขยะ ซึ่งประชาชนในเกาะเสม็ดได้มีการคัดแยกขยะอินทรีย์เพื่อนำมาทำปุ๋ยหมักและไบโอดีเซลมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง  ดังนั้น โครงการนี้จะเป็นการสนับสนุนแนวทางในการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ  รวมไปถึงเป็นกรณีศึกษาที่สร้างความเข้าใจและข้อมูลที่แสดงผลได้อย่างชัดเจน  ส่งผลให้เกิดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการจัดการขยะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติต่อไปในอนาคต”
               ด้าน ดร.วันทนีย์  จองคำ  ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรม สนช. กล่าวว่า  พลาสติกชีวภาพ  ถือเป็นนวัตกรรมของวัสดุแห่งอนาคต เพราะเป็นพลาสติกชนิดใหม่ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้อย่างเป็นรูปธรรมและทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าพลาสติกธรรมดาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเท่า  เนื่องจากสามารถผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรที่สามารถปลูกขึ้นใหม่ทดแทนได้ เช่น มันสำปะหลัง หรืออ้อย ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สนช. ได้ริเริ่มและประสานงานโครงการนำร่องให้เกิดการใช้งานผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ  เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในการนำถุงขยะพลาสติกชีวภาพมาใช้จัดการคัดแยกขยะอินทรีย์อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอย่างหมู่เกาะเสม็ด  ซึ่งมีพื้นที่เหมาะสมในการนำรูปแบบดังกล่าวมาดำเนินงานเพื่อจัดการขยะที่ดีและเกิดการเพิ่มมูลค่าได้รวมทั้งประชาชนในพื้นที่มีความพร้อมอย่างสูง ที่ได้เริ่มมีการดำเนินคัดแยกขยะอินทรีย์เพื่อทำปุ๋ยหมักและไบโอดีเซลมาในระดับหนึ่งแล้ว


               การดำเนินโครงการนำร่องนี้ สนช. ได้ให้การสนับสนุนด้านวิชาการกับสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทยในการผลิตถุงขยะ  พลาสติกชีวภาพ PBS และการรณรงค์การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างจิตสำนึกและความตระหนักด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน  โดยใช้ถุงขยะพลาสติกชีวภาพในการคัดแยกขยะอินทรีย์เพื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพ  ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างโรงหมักย่อยถุงบรรจุขยะอินทรีย์ให้เป็นปุ๋ยชีวภาพจำนวน 4 ล้านบาท จากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท มิตชูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MCC) ทั้งนี้ จะมีการติดตามและเก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นในโครงการอย่างต่อเนื่องในอีก 6 เดือนข้างหน้า  โดยหวังว่ารูปแบบของโครงการนำร่องนี้จะสามารถนำไปสู่การขยายผลให้เกิดนโยบายระดับประเทศ ด้านการจัดการขยะอินทรีย์ที่มีระบบการคัดแยกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยใช้ถุงพลาสติกชีวภาพเป็นเครื่องมือ  ซึ่งทำให้การจัดเก็บและการขนส่งมีความสะดวก และถูกสุขอนามัย  อีกทั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการคัดแยกถุงพลาสติกชีวภาพออกในขั้นตอนการแปรรูปให้เป็นปุ๋ยชีวภาพ  ซึ่งนอกจากจะสามารถลดปริมาณก๊าซมีเทนที่เกิดจากการเน่าสลายตัวของขยะอนิทรีย์ในบ่อฝังกลบขยะระบบเปิดแล้ว  ยังก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มโดยนำมาใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพสำหรับการปลูกพืชได้ต่อไป
               ด้าน ดร.ปรัชญา  ภิญญาวัธน์  ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. กับ มิตซูบิชิ เคมิคอล ได้เข้าร่วมสนับสนุนดำเนินการแปรรูปขยะให้เป็นประโยชน์ โดยใช้ถุงพลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพ (Biodegradable Plastic) ในการคัดแยกขยะอินทรีย์เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยชีวภาพ  โดยพิจารณาใช้ถุงพลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพ (Biodegradable Plastic) ที่ส่วนผสมระหว่าง PLA และ PBS ซึ่งมีความยืดหยุ่นและสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติภายในเวลา 6 เดือน  จึงเหมาะสมต่อการคัดแยกขยะอินทรีย์เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยชีวภาพ  ช่วยลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของเกาะ  และสร้างรายได้ในการจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพอีกด้วย  ทั้งนี้ ปตท. และ มิตซูบิชิ เคมิคอล ได้สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างโรงหมักยอ่ยถุงบรรจุขยะอินทรีย์ให้เป็นปุ๋ยชีวภาพ และให้บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (PTTPM) เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบเพื่อการผลิตถุงพลาสติกดังกล่าว  ทั้งนี้ โครงการนำร่องนี้สอดคล้องกับนโยบาย “Green Society” ของกลุ่ม ปตท. ในการจะสร้างให้เกิดสังคมสีเขียว  ด้วยความใส่ใจในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน  นับตั้งแต่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product)  และไม่มีอันตรายต่อสุขภาพถึงมือผู้บริโภคในที่สุด  สำหรับ Green Product ของกลุ่ม ปตท. ที่ผลิตจากพืชพรรณธรรมชาติ  นอกจากผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคย  เช่น น้ำมันไร้สารตะกั่ว  น้ำมันแก๊ซโซฮอล  ไบโอดีเซล  ก๊าซ NGV แล้วยังมีอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สำคัญคือ “พลาสติกชีวภาพ” ซึ่งกลุ่ม ปตท. ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของพลาสติกชีวภาพ  และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ  ช่วยลดภาวะโลกร้อน  และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตผลทางการเกษตร  จึงได้มุ่งมั่นศึกษาพัฒนาการผลิต  ตลอดจนแสวงหาโอกาสในการพัฒนาตลาดพลาสติกชีวภาพอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้งยังแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจที่จะได้ร่วมกันสร้างสรรค์และพัฒนาธุรกิจให้เข้าสู่ระดับโลก  โดยจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค  เลือกใช้วัตถุดิบและเทคโนโลยีที่เหมาะสม มีความปลอดภัย  และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

 

 

ผู้เขียนข่าว  :  นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  โทร. 0-2333-3700 ต่อ 3728
                       โทรสาร 02-354-3763     E-Mail : 
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
 

 

การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "แนวทางการผลิตมังคุดเพื่อการส่งออก"

นายคมจิต ลุสวัสดิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "แนวทางการผลิตมังคุดเพื่อการส่งออก" โดยมี นายพงศธร สัจจชลพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และ นายมานิตย์ ซ้อนสุข รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมด้วย ณ หมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หมู่บ้านมังคุดเพื่อการส่งออก ตำบลตรอกนอง อำเภอขลุง จังหวังจันทบุรี เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2553

     นายคมจิต ลุสวัสดิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีนโยบายที่จะผลักดันให้หน่วยงานในสังกัดถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีแก่ชุมชน เพื่อให้ประชาชนนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหาในชุมชน ผ่านโครงการหมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งผลการดำเนินการควบคุมแมลงวันผลไม้และการใช้สารละลายผงไหมปรับปรุงคุณภาพมังคุดที่ตำบลตรอกนองอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

    เนื่องจากผลไม้ไทย เป็นที่ต้องการของตลาดจีน มีการส่งออกมากถึง 80% และมีความต้องการอย่างไม่จำกัด แต่ผลไม้เหล่านั้นกลับถูกจำกัดด้วยการขนส่งทางเรือเพียงอย่างเดียว เพราะราคาขนส่งทางเรือที่ถูกกว่าการขนส่งทางเครื่องบินมาก ทำให้มีปัญหาในเรื่องของคุณภาพของผลไม้ที่อาจด้อยลง เพราะใช้เวลาการขนส่งนานนับเดือน

    สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หน่วยงานในกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้ทำการวิจัยการใช้สารละลายผงไหมฉีดพ่นผลไม้ขณะที่ออกผลอยู่บนต้น 3-4 ครั้ง ผลปราฎกว่าสามารถยืดอายุผลไม้ออกไปได้นานนับเดือน อีกทั้งผลสวยและมีรสชาติอร่อย ทำให้ปัญหาการขนส่งลดน้อยลง ในครั้งนี้ เราได้สนับสนุนโครงการหมู่บ้านมังคุดเพื่อการส่งออก เพื่อช่วยเกษตรกรและเป็นต้นแบบการเรียนรู้และถ่ายทอดไปสู่ชุมชนอื่น เพื่อเป็นประโยชน์กับประเทศชาติต่อไป 

     นายพงศธร สัจจชลพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรี เป็นจังหวัดทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทย ทิศเหนือติดกับจังหวัดฉะเชิงเทรา สระแก้ว และปราจีนบุรี ทิศตะวันออกติดกับจังหวัดตราดและราชอาณาจักรกัมพูชา ทิศใต้ติดกับอ่าวไทย และทิศตะวันตกติดกับจังหวัดระยองและชลบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 245 กิโลเมตร สภาพพื้นที่มีทั้งป่าไม้ ภูเขา ที่ราบสูง ที่ราบลุ่มน้ำ และที่ราบชายฝั่งทะเล และด้วยจังหวัดจันทบุรีเป็นศูนย์กลางการค้าผลไม้ปลอดสารพิษและเป็นแหล่งค้าพลอยชั้นดีของโลก ประชาชนอยู่ในสังคมร่มเย็นเป็นสุข จึงเป็นการดีที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้นำโครงการหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อพัฒนาผลไม้และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวจันทบุรี 

    นายมานิตย์ ซ้อนสุข รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า งานวิจัยการควบคุมแมลงวันผลไม้ โดยการใช้แมลงที่เป็นหมันได้พัฒนามาหลายสิบปีแล้ว โดยเริ่มทดลองที่สถานีทดลองเกษตรที่ศูนย์ดอยอ่างขางจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จสามารถลดความเสียหายของผลไม้เมืองหนาวที่เพาะปลูกให้ต่ำกว่า 5% จึงได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้มาดำเนินการควบคุมแมลงวันผลไม้ที่ตำบลตรอกนอง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จำนวนแมลงวันผลไม้ลดลง ความเสียหายของผลไม้ก็ลดลง

     นอกจากนี้ สทน. ยังได้ดำเนินการวิจัยการใช้สารละลายไหมปรับปรุงคุณภาพมังคุด พบว่าทำให้มังคุดมีขั้วผลและกลีบเลี้ยงเขียว เก็บได้นานขึ้น เกษตรกรขายได้ราคาดีขึ้นและมีบริการฉายรังสีผลไม้ 6 ชนิด คือ มังคุด เงาะ สับปะรด มะม่วง ลิ้นจี่และลำไย เพื่อส่งออกไปประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว

 

 

 

คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร เยี่ยม ก.วิทยาศาสตร์ฯ

ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ให้การต้อนรับ นายพ้อง ชีวานันท์ ประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร และคณะฯ ซึ่งเดินทางมาเยี่ยมกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และรับฟังนโยบายของ ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2553
               นายพ้อง ชีวานันท์ ประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า  คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ ได้ทำงานในช่วงการทำงาน 2 ปีที่ผ่านมา และอยากนำสิ่งที่คณะ กมธ. ได้ศึกษามา เพื่อให้ผู้บริหารกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้รับทราบ และคณะ กมธ. ชุดนี้มีความตั้งใจอยากเป็นส่วนหนึ่งในการนำวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนให้ ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ และจะร่วมมือร่วมใจเพื่อเป้าหมายของประเทศชาติต่อไป 
               ทั้งนี้  กมธ.  ได้เสนอแนะเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ  และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ควรนำไปพิจารณาดำเนินการใน 6 เรื่อง ได้แก่  1.  การส่งเสริมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ  2. การเลือกใช้ปุ๋ยชีวภาพอย่างถูกหลักวิชาการ  3. ส่งเสริมให้มีศุนย์วิจัยนิวเคลียร์โดยเร็ว เนื่องจากประเทศไทยเสียโอกาสไปมากจากการไม่มีศูนย์วิจัยนิวเคลียร์  โดยอาจจะจัดทำเป็นโครงการใหม่อีกหนึ่งโครงการ  4.  การสนับสนุนโครงการสมุนไพร  และ 5. การผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

"Get the Flash Player" "to see this gallery."

ผู้เขียนข่าว : นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯโทร. 02 333 3700 ต่อ 3728

 
บทความ อื่นๆ ...
หน้า 7 จาก 156

คลังภาพกิจกรรม คลังวิดีโอ ข่าวตัดหนังสือพิมพ์ งานวิจัยใช้ได้จริง


Callcenter 1313
 

สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน)

สำรวจความพึงพอใจ

ความพึงพอใจของการเข้าใช้บริการเว็บไซต์
 

ติดตามชมวิดีโอกระทรวง คลิกที่นี่

เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์

GINFO GINFO Smart job Centere-Governmentจดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน

1111 and 1155 thailand move forward thailand move forwardสำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์

หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป