กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ผลงานเด่นกระทรวง ผลงานเด่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง ผลิตภัณฑ์กันยุงนาโนอิมัลชันที่บรรจุสารที่มีฤทธิ์ไล่ยุงจากสารสกัดสมุนไพร

ผลิตภัณฑ์กันยุงนาโนอิมัลชันที่บรรจุสารที่มีฤทธิ์ไล่ยุงจากสารสกัดสมุนไพร

พิมพ์ PDF

      รูปแบบใหม่ของผลิตภัณฑ์กันยุงนาโนอิมัลชันที่บรรจุสารที่มีฤทธิ์ไล่ยุงจากสารสกัดสมุนไพร 3 ชนิดคือ น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันแมงลัก และน้ำมันหญ้าแฝก เพื่อทดแทนการใช้สารที่มีฤทธิ์ไล่ยุงจากสารเคมีในผลิตภัณฑ์กันยุง โดยผลิตภัณฑ์กันยุงที่พัฒนาได้มีฤทธิ์ป้องกันยุงได้นานสูงสุดถึง 4.7 ชั่วโมง
“ยุง” นับเป็นพาหะสำคัญของการเกิดโรคติดเชื้อต่างๆ อาทิเช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก เท้าช้าง ไข้สมองอักเสบ เป็นต้น โดยในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ดังนั้น “ยุง”    จึงนับเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขของประชากรโลกโดยเฉพาะประชากรในประเทศเขตร้อน เนื่องจากมีสภาพอากาศ เหมาะสมต่อการแพร่พันธุ์ ซึ่งวิธีป้องกันไม่ให้ยุงกัดที่ได้รับความนิยมคือ การใช้ผลิตภัณฑ์กันยุง    ที่ประกอบด้วยสารที่มีฤทธิ์ไล่ยุง


“ยุง” พาหะสำคัญของโรคติดเชื้อ

      ผลิตภัณฑ์กันยุงในปัจจุบันนิยมใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ไล่ยุงเป็นส่วนประกอบ ซึ่งหากใช้ในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและตา อาการทางสมอง ชัก และเสียชีวิตได้ ดังนั้นการใช้สารที่มีฤทธิ์ไล่ยุงจากสารสกัดสมุนไพรแทนการใช้สารเคมีในผลิตภัณฑ์กันยุง จึงนับเป็นทางเลือกสำคัญ ดังนั้น ดร. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย และคณะจากนาโนเทค, ดร. อภินันท์ สุทธิธารธวัช จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะผู้วิจัยจากกรมแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์กันยุงนาโนอิมัลชันที่บรรจุน้ำมันจากสารสกัดสมุนไพรที่มีฤทธิ์ไล่ยุง 3 ชนิด คือ น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันแมงลัก และน้ำมันหญ้าแฝก

สมุนไพร (1) ตะไคร้หอม     (2) แมงลัก    (3) หญ้าแฝก ที่เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์

       ต้นแบบผลิตภัณฑ์กันยุงนาโนอิมัลชันที่พัฒนาได้มีขนาดของอนุภาคนาโนอิมัลชันอยู่ในช่วง 140 -160 นาโนเมตรและมีฤทธิ์ป้องกันยุงได้นานสูงสุดถึง 4.7 ชั่วโมง ซึ่งมีระยะเวลาออกฤทธิ์นานกว่าต้นแบบผลิตภัณฑ์ กันยุงชนิดอิมัลชัน และจากการศึกษาความคงตัวในด้านขนาดและประจุไฟฟ้าของอนุภาคอิมัลชันหลังเก็บไว้เป็น ระยะเวลา 1 เดือน พบว่า ต้นแบบผลิตภัณฑ์กันยุงชนิดอิมัลชันมีการเปลี่ยนแปลงของขนาดและประจุไฟฟ้าของอนุภาคอิมัลชันอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ต้นแบบผลิตภัณฑ์กันยุงนาโนอิมัลชันไม่มีการเปลี่ยนแปลงของขนาดและประจุไฟฟ้าของอนุภาคอิมัลชัน ซึ่งแสดงถึงความเสถียรและความคงตัวที่ดีของสูตรผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาได้

ตารางที่ 1 สูตรต้นแบบผลิตภัณฑ์กันยุงนาโนอิมัลชัน

ลำดับ    สารประกอบในสูตร    ปริมาณ ( % โดยน้ำหนัก)
1 น้ำมันตะไคร้หอม 10 - 20
2 น้ำมันแมงลัก 2.5 - 10
3 น้ำมันหญ้าแฝก 2.5 - 10
4 สารลดแรงตึงผิว 2.5 - 5.0
5 กลีเซอรอล 40 - 60
6 น้ำ 10 - 20

      จุดเด่นอีกหนึ่งประการที่สำคัญผลิตภัณฑ์กันยุงนาโนอิมัลชันที่พัฒนาได้คือ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอิมัลชันได้ กล่าวคือ สามารถเพิ่มความเสถียรและควบคุมการปลดปล่อยของน้ำมันจากสารสกัดสมุนไพรได้อีกด้วย ดังนั้น จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอิมัลชัน ซึ่งมีวิธีการเตรียมที่ง่าย เลือกน้ำมันเป็นองค์ประกอบที่มีราคาเหมาะสมได้ และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ดี

       งานวิจัยดังกล่าวได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรภายใต้ชื่อการประดิษฐ์ “นาโนอิมัลชันสำหรับไล่ยุงที่มีสารสมุนไพร ชนิดน้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันแมงลัก และน้ำมันหญ้าแฝก” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2551 เลขที่คำขอ 0801003857

 

 

 
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป