กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ผลงานเด่นกระทรวง ผลงานเด่น กรมวิทยาศาสตร์บริการ การพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์บริการให้เป็นศูนย์เชี่ยวชาญในด้านวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact Materials) ของประเทศไทย

การพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์บริการให้เป็นศูนย์เชี่ยวชาญในด้านวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact Materials) ของประเทศไทย

พิมพ์ PDF

     ภาชนะบรรจุอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญในการผลิตอาหารสำเร็จรูป  เพราะนอกจากจะป้องกันอาหารที่บรรจุไม่ให้เสื่อมสภาพแล้วยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของภาชนะที่ใช้บรรจุอาหารอีกด้วย   เนื่องจากเมื่อบรรจุอาหารในภาชนะบรรจุอาหารจะมีการทำปฏิกิริยาเกิดขึ้นเป็นผลให้มีสารที่เป็นส่วนประกอบของภาชนะบรรจุอาหารเคลื่อนย้ายลงมาสู่อาหารที่บรรจุ  โดยเฉพาะภาชนะบรรจุอาหารประเภทพลาสติก   เพราะในกระบวนการผลิตภาชนะพลาสติกต้องมีสารเจือปนต่างๆ และสารที่ช่วยในการผลิตต่างๆ เช่น  พลาสติไซเซอร์   สเตบิไลเซอร์  สารป้องกันยูวี  เป็นต้น  ซึ่งสารเหล่านี้สามารถจะแพร่กระจายลงสู่อาหารได้    ดังนั้นในแต่ละประเทศจึงมีกฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้ภาชนะพลาสติกบรรจุอาหาร  โดยเฉพาะสหภาพยุโรปให้ความสำคัญและเข้มงวดกับการใช้ภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารหรือเรียกว่าวัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้สัมผัสอาหาร  (food contact materials)  มากและมีการตรวจสอบหาข้อมูลของสารที่เคลื่อนย้ายจากพลาสติกลงมาสู่อาหารอยู่เป็นประจำ  ในระยะเวลา ประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ตรวจพบการปนเปื้อนของสารในกลุ่มพทาเลต (phthalate)  และ ESBO (epoxidised soy bean oil) จากปะเก็นพลาสติกประเภทโพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC)  ที่ใช้ประกอบกับฝาโลหะเพื่อปิดขวดแก้วที่บรรจุอาหารประเภทน้ำพริกเผา ซอสปรุงรส ประเภทต่างๆ น้ำพริกแกง  เป็นต้น  ซึ่งสินค้าเหล่านี้สมาคมผู้ผลิตสินค้าอาหารสำเร็จรูปประเทศไทยรายงานว่ามีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

         ในระหว่างปี 2551 ผู้ประกอบการส่งออกอาหารในประเทศไทยมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารพลาสติไซเซอร์ดังกล่าวเนื่องจากสหภาพยุโรปจะผ่อนผันให้มีการปนเปื้อนลงสู่อาหาร ในปริมาณ 300 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมจนถึงเดือนมิถุนายน 2551  หลังจากนั้นสารพลาสติไซเซอร์ดังกล่าวต้องปนเปื้อนลงสู่อาหารในปริมาณไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม   ดังนั้น สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ได้ทำหนังสือขอความร่วมมือจากกรมวิทยาศาสตร์บริการให้พัฒนาการบริการทดสอบสารดังกล่าว                  เพื่อเตรียมความพร้อมกับกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป โดยสมาคมฯ ได้รวบรวมตัวอย่างจากผลิตภัณฑ์สมาชิก และตัวอย่างฝา 45 ตัวอย่าง  ให้กรมวิทยาศาสตร์บริการมาดำเนินการวิเคราะห์เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการเจรจากับ คณะกรรมาธิการยุโรปเกี่ยวกับการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยผู้บริโภค  ( European Commission Health and Consumer Directorate Chemicals, Contaminants and pesticides, DG-SANGO)  ผลจากการเจรจาดังกล่าวทำให้สหภาพยุโรปยอมเลื่อนกำหนดวันบังคับใช้  จากเดือนมิถุนายน  2551  ไปเป็นวันที่ 30  เมษายน  2552

          นอกจากกรมวิทยาศาสตร์บริการจะให้บริการทดสอบปริมาณพลาสติไซเซอร์ในอาหารได้แห่งเดียวในประเทศไทยและได้ให้บริการทดสอบแก่ผู้ประกอบการ ส่งออกสินค้าอาหารประเภทนี้กว่า 10 รายแล้ว   กรมวิทยาศาสตร์บริการยังได้ร่วมมือกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติถ่ายทอดเทคโนโลยีการทดสอบให้แก่ห้องปฏิบัติการทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 10  ห้องปฏิบัติการ 
 

 

 
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป