กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก ผลงานกระทรวง ผลงานรัฐบาลครบรอบ 1 ปี อินโฟกราฟิกส์ เปิดศักราชกระทรวงวิทย์ฯ หลัง ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษีส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา ดัน จีดีพี ประเทศ

เปิดศักราชกระทรวงวิทย์ฯ หลัง ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษีส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา ดัน จีดีพี ประเทศ


 

     เปิดศักราชกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลัง ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษีส่งเสริมวิจัยและพัฒนา ดัน จีดีพี ประเทศ “ดร.พิเชฐ” เชื่อเอกชนมีแรงจูงใจสร้างนวัตกรรมใหม่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก้าวสู่ AEC ด้วยความพร้อม

 


     ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบในหลักการ มาตรการเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 นั้น สาระสำคัญคือการเพิ่มมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับค่าใช้จ่ายการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก 200% เป็น 300% ซึ่งมาตรการดังกล่าว มีความสำคัญต่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ประการสำคัญคือ การพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ผลักดันและขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะทำให้ผลงานวิจัยในภาครัฐรองรับความต้องการเชิงพาณิชย์ที่แท้จริงแล้ว ยังเชื่อมโยงการวิจัยกับภาคเอกชนเพื่อให้มีนวัตกรรมในการลดต้นทุนและสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ เพื่อการส่งออกและบริโภคภายในประเทศ

     มาตรการดังกล่าว ยังเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลด้านการเพิ่มการลงทุนวิจัยและพัฒนาของประเทศโดยรวม ให้ได้ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และเพิ่มสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาของเอกชนเป็น 70% ต่อ 30% ตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้เสมอว่า การขับเคลื่อนประเทศต้องพึ่งพานวัตกรรมโดยการสนับสนุนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) จากการวิจัยและพัฒนา ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีนักวิจัย 3,000 – 4,000 คน มีองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มีระบบโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่ทันสมัยและมาตรฐานระดับสากล รวมถึงมีหน่วยงานที่สนับสนุนทุนวิจัย ที่ได้สนับสนุนการดำเนินงานของภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง
 
       ดร.พิเชฐฯ กล่าวว่า จากข้อมูลของ สวทช. พบว่าตั้งแต่เริ่มมาตรการยกเว้นภาษีวิจัยและพัฒนา 200% ในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เริ่มจากปี 2545 มีผู้ขอรับรองโครงการและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีฯ คิดเป็นมูลค่า 65 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในปี พ.ศ. 2555 นั้นมีผู้ขอรับรองโครงการมีมูลค่าถึง 1,465  ล้านบาท โดยมีมูลค่าโครงการสะสมถึง 5,670 ล้านบาท  ทั้งนี้ในภาพรวมของการลงทุนวิจัยในภาคเอกชน จากการสำรวจของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังพบว่าตัวเลขการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน เพิ่มขึ้นจาก 20,684 ล้านบาท เป็น 26,800 ล้านบาท ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี อย่างไรก็ตามยังไม่เพียงพอกับสภาพการแข่งขันทางธุรกิจที่เข้มข้นในปัจจุบัน  ดังนั้นเมื่อมีมาตรการยกเว้นภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 300% เชื่อว่าจะเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชน เพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ทั้งที่เป็นเอกชนรายใหญ่และบริษัทข้ามชาติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจเอสเอ็มอีของไทย ที่เป็นซัพพลายเชนของภาคเอกชนดังกล่าว  

     “มาตรการยกเว้นภาษี 300% นี้ แม้จะมีผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ แต่ปริมาณการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ที่เพิ่มขึ้นของภาคเอกชน  จะทำให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้ประเภทอื่นได้เพิ่มขึ้น เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอันเกิดจากการขายสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและจ้างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจากข้อมูลของภาคเอกชนพบว่า สร้างรายได้เข้ารัฐมากกว่าภาษีที่รัฐสูญเสียไปหลายเท่าตัว” ดร.พิเชฐ  กล่าวย้ำ
 
       ดร.พิเชฐฯ กล่าวว่า จากมาตรการยกเว้นภาษีวิจัยและพัฒนา และมาตรฐาน วทน.อื่น ๆ ที่จะตามมา รวมถึงการส่งเสริมการตั้งศูนย์วิจัยของภาคเอกชน การเพิ่มกำลังคน วทน. ที่รองรับความต้องการของเอกชน ตลอดจนกฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการพัฒนา วทน. มั่นใจว่าจะยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้ความรู้และนวัตกรรมจากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีของเราเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นรากฐานของการปฏิรูป วทน. ที่ยั่งยืนแล้ว ยังจะทำให้เราก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AEC) ด้วยความพร้อม และมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูง และต่อเนื่องยั่งยืน 

     นอกจากนี้ ดร.พิเชฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบในหลักการ การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก 200% เป็น 300% ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลได้เน้นการลงทุนด้านนวัตกรรมมากขึ้นและไม่จำกัดการลงทุนเฉพาะภาครัฐในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนลงทุนด้านความรู้ในงานวิจัยจากการใช้เทคโนโลยีของตัวเองมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันค่าแรงในประเทศไทยสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย จึงจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมมาช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตของสินค้า การให้บริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เนื่องจากนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถยกระดับงานวิจัยที่สร้างมูลค่าในเชิงพาณิชย์ได้ จึงถือเป็นมาตรการที่สำคัญที่จะนำ วทน. มาพัฒนาประเทศ 
     ทั้งนี้ รัฐบาลได้คาดหวังว่าภาคเอกชนจะร่วมลงทุนสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้นโดยมีผลทำให้สินค้ามีนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ ใช้อุปโภคบริโภคทั้งในประเทศและส่งออก และสามารถตอบโจทย์ความต้องการนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ มากขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกันภาคเอกชนที่ร่วมลงทุนงานวิจัยจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ดำเนินต่อไปได้ และการเชื่อมโยงของตลาดระหว่างประเทศย่อมดีขึ้นตามลำดับ ถือเป็นการตอบโจทย์และได้ผลประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย แม้นว่ารัฐบาลจะเก็บภาษีได้น้อยในระยะแรก แต่มาตรการนี้จะทำให้ภาคเอกชนมีผลผลิต มีการส่งออกมากขึ้น ภาษีที่รัฐบาลจะได้รับจากสินค้าและบริการของภาคเอกชนก็จะมากขึ้นในภายหลัง ทั้งหมดนี้สามารถสร้างให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วยศักยภาพและขีดความสามารถที่ยั่งยืนต่อไป




ข่าวโดย : ทีมโฆษกกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ภาพข่าวโดย : นางสุนิสา ภาคเพียร นาวงษ์ และ นายไววิทย์ ยอดประสิทธิ์
เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวนีรนุช ตามศักดิ์ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สป.วท.
 

 

 
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป