กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก

น้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีรั่วไหลรอบใหม่ที่ฟูกูชิมะ เชื่อไม่กระทบตรงกับประเทศไทย

พิมพ์ PDF

           ตามที่  สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานการสัมภาษณ์นายชินจิ คินโจ หัวหน้ากลุ่มคณะทำงานเฉพาะกิจของสำนักงานกำกับดูแลทางนิวเคลียร์ญี่ปุ่น (Nuclear Regulation Authority: NRA) เมื่อวันที่ ในวันที่ 5 สิงหาคม 2556 สรุปความได้ว่า น้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีที่ออกมาจากเครื่องปฏิกรณ์สามเครื่องของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิได้รั่วไหลถึงชั้นน้ำใต้ดิน ทำให้มีน้ำใต้ดินที่มีระดับสารกัมมันตรังสีสูงกว่าที่กฎหมายยอมรับถูกปลดปล่อยออกสู่ทะเล โดยมีการคาดการณ์ว่ามีน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมาตลอด 2 ปี ในอัตราสูงสุด 300 ตันต่อวัน ทำให้นายกรัฐมนตรี นายอาเบะ ชินโซ ออกมาสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือการจัดการวิกฤตการณ์ของบริษัทผลิตไฟฟ้าโตเกียว (TEPCO) เจ้าของโรงไฟฟ้าดังกล่าวเป็นครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ TEPCO เป็นผู้รับผิดชอบการจัดการอุบัติเหตุนี้มาโดยตลอด โดยที่รัฐบาลทำหน้าที่กำกับดูแลและให้ความช่วยเหลือในเหตุการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น
หลังจากนั้นราวสองสัปดาห์ ในวันที่ 20 สิงหาคม TEPCO ได้ออกมารายงานว่ามีการรั่วไหลของแท็งค์เก็บน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีขนาดใหญ่แท็งค์หนึ่งในราว ๆ หนึ่งพันแท็งค์ที่ TEPCO ได้ก่อสร้างขึ้นโดยเร่งด่วนหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ทำให้น้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีปริมาณกว่า 300 ตัน รั่วไหลออกมาสู่พื้นดินบริเวณรอบ ๆ แท็งค์นั้น น้ำดังกล่าวมีระดับรังสีสูงถึง 100 มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับรังสีของผู้ปฏิบัติงานทางรังสี (ผลรวมของรังสีที่ได้รับตลอด 5 ปีไม่เกิน 100 มิลลิซีเวิร์ต) ทำให้การจัดการการปนเปื้อนของน้ำเป็นไปได้ยาก หลังจากนั้นมีการตรวจพบการรั่วไหลของแท็งค์เก็บน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเพิ่มอีก 2 แท็งค์ นายโทโยชิ ฟุเคตะ หนึ่งในคณะกรรมาธิการของ NRA จึงคาดการณ์ว่าน่าจะมีรอยรั่วอีกหลายรอยในแท็งค์อื่น ๆ อีก ทั้งยังให้ความเห็นว่า ระบบการจัดการน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีของ TEPCO และควรปรับเปลี่ยนวิธีจัดการให้มีการตรวจเช็คสภาพของแท็งค์อย่างสม่ำเสมอ แท็งค์ดังกล่าวได้ถูกออกแบบให้เก็บกักน้ำได้ยาวนาน 5 ปี เพื่อพักน้ำไว้ก่อนในช่วงการเตรียมการขจัดการปนเปื้อน แต่เนื่องจากมีอาฟเตอร์ช็อกขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลายครั้ง จึงทำให้เกิดรอยรั่วขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
           การรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีความเข้มข้นสูงออกจากแท็งค์ขนาดใหญ่ในเขตโรงไฟฟ้า ซึ่งถูกจัดเป็นอุบัติเหตุระดับ 3 ตามมาตรฐานเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์สากล (International Nuclear Event Scale: INES) ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ประเทศญี่ปุ่นยังปลอดภัยเพียงพอสำหรับการท่องเที่ยวหรือไม่ และเราคนไทยยังสามารถรับประทานอาหารโดยเฉพาะอาหารทะเลที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นได้อย่างอุ่นใจได้หรือไม่
           ดร.สมพร จองคำ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ เปิดเผยหลังเดินทางกลับจากการเข้าร่วมการประชุม The 5th Meeting of FNCA Study Panel on the Approaches toward Infrastructure Development for Nuclear Power  ซึ่ง Cabinet Office แห่งรัฐบาลญี่ปุ่นและคณะกรรมการพลังงานปรมาณูแห่งประเทศญี่ปุ่น ร่วมกันจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 22 – 23 สิงหาคม 2556 รวมทั้ง ได้เดินทางไปดูงาน ณ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิชิ จังหวัดฟูกุชิมะ ในวันที่ 21 สิงหาคม 2556 ว่า ตนได้ร่วมเดินทางไปเมืองฟูกูชิมะ พร้อมกับผู้บริหารหน่วยงานด้านนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียกว่า 10 ประเทศ โดยมีผู้แทนจาก TEPCO ให้การต้อนรับนำชมในบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกุชิมะ ไดอิชิ และบรรยายสรุปเกี่ยวกับแนวทางระยะปานกลางและระยะยาวสำหรับการหยุดการเดินเครื่องถาวร (Decommissioning) ของเครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 1 – 4 ที่ได้รับความเสียหายจากคลื่นซึนามิ ซึ่งในขณะนี้ TEPCO ได้ก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมติดตั้งเครนเคลื่อนย้ายแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้ว (Spent fuel) คลุมอาคารปฏิกรณ์หมายเลข 4 เสร็จแล้ว เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วออกจากอาคารปฏิกรณ์หมายเลข 1 – 4 และนำมาเก็บไว้ในอาคารเก็บแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วที่สร้างขึ้นมาใหม่ ในบริเวณใกล้ๆ กัน ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการเครื่อนย้ายแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วจากอาคารหมายเลข 4 ก่อนเป็นอันดับแรกในเดือนพฤศจิกายน 2556  
           TEPCO ยังได้ก่อสร้างระบบปั๊มน้ำใต้ดินเพื่อป้องกันน้ำใต้ดินที่จะไหลผ่านโรงไฟฟ้าออกสู่ทะเล โดยเปลี่ยนเส้นทาง (By pass) ของน้ำใต้ดินไปเก็บไว้ที่บ่อเก็บน้ำใต้ดิน (Under groundwater storage pool) ที่สร้างขึ้นมาใหม่สำหรับรอการบำบัดการปนเปื้อนทางรังสีต่อไป 
นอกจากนี้  TEPCO ยังก่อสร้างกำแพงแนวกั้น (Water Shielding Wall) เพื่อกั้นน้ำบริเวณหน้าโรงไฟฟ้าที่จะออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิคเพื่อป้องกันน้ำใต้ดินที่ไหลผ่านโรงไฟฟ้าปนเปื้อนออกสู่ทะเล และเพิ่งแล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม 2556
           ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบการรั่วไหลของน้ำใต้ดินออกสู่ทะเล TEPCO อยู่ในระหว่างการหาสาเหตุของการรั่วไหล โดยเบื้องต้นได้แก้ไขโดยการใส่สารเคมี (Chemical Injection) เข้าไปที่บริเวณด้านหลังของกำแพงแนวกั้นเพื่อป้องกันการปนเปื้อนสู่น้ำทะเลเพิ่มเติม
จากปัญหาเรื่องการจัดการน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีในโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิอีกครั้ง ทำให้ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ออกประกาศว่าพร้อมจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่หากมีการร้องขอจากรัฐบาลญี่ปุ่น รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน ก็แสดงความเป็นห่วง และพร้อมจะให้ความช่วยเหลือในการจัดการวิกฤตการณ์ครั้งนี้เช่นกัน
           จากเหตุการณ์การรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีทั้งสองครั้งนี้ ยังทำให้เกิดความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศในทะเล รวมทั้งอาหารทะเล อย่างไรก็ตาม จากสถิติการสำรวจระดับสารกัมมันตรังสีในน้ำทะเลรอบ ๆ เขตโรงไฟฟ้า ยังไม่มีรายงานว่าระดับการปนเปื้อนของน้ำทะเลเกินมาตรฐานสากล (ผลรวมของซีเซียม-134 และ 137 ของน้ำทะเลที่ระดับความลึกไม่เกิน 2 เมตร ที่ระยะห่างจากโรงไฟฟ้า 3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตงดการทำประมง ยังต่ำกว่า 10 เบกเคอเรลต่อลิตรอยู่) สาเหตุที่ระดับการปนเปื้อนของน้ำทะเลไม่เกินมาตรฐานอาจเป็นเพราะว่าจากน้ำทะเลมีปริมาณมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำที่ถูกปล่อยออกมาทำให้เกิดการเจือจาง และสารกัมมันตรังสีส่วนมากตกตะกอนลงสู่พื้นทะเลในอัตราที่ค่อนข้างเร็ว ทำให้ระดับสารกัมมันตรังสีที่วัดได้ที่ผิวน้ำน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับในระดับการปนเปื้อนของน้ำที่ถูกปล่อยออกมา จึงสามารถสรุปในเบื้องต้นได้ว่าการท่องเที่ยว รวมถึงการลงเล่นน้ำทะเลในประเทศญี่ปุ่น ไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพจากการได้รับรังสี
           ส่วนในเรื่องอาหารทะเล สัตว์ทะเลที่จะมีระดับสารกัมมันตรังสีสูงคือสัตว์ทะเลที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นทะเลในเขตใกล้ชายฝั่งของจังหวัดฟุกุชิมะเนื่องจากเกิดการตกตะกอนของสารกัมมันตรังสีลงสู่พื้นทะเล ทั้งยังอาจเกิดการสะสมสารกัมมันตรังสีในห่วงโซ่อาหาร (bioaccumulation) จากผลการสำรวจระดับปริมาณสารกัมมันตรังสีในสัตว์ทะเลที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นทะเลของกระทรวงสาธารณสุขและแรงงานญี่ปุ่นหลังจากการตรวจพบการรั่วไหลครั้งนี้ มีตัวอย่างที่มีผลรวมซีเซียม-134 และ 137 มากกว่ามาตรฐานที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดทั้งหมด 6 ตัวอย่างจาก 77 ตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม ระดับสารกัมมันตรังสีที่วัดได้เกินมาตรฐานไม่ถึง 2 เท่า และมีโอกาสเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้น้อย และมีการจำกัดการจำหน่ายและส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและทะเลในเขตที่มีตัวอย่างที่มีระดับสารกัมมันตรังสีสูงกว่ามาตรฐานโดยกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น จึงไม่น่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่มีระดับสารกัมมันตรังสีเกินกว่ามาตรฐานวางขายในท้องตลาดหรือส่งออกไปยังต่างประเทศ
สำหรับประเทศไทยนั้นดร.สมพร เปิดเผยว่าผลกระทบทางตรงคงไม่เกิดขึ้น หากแต่อาจจะเป็นเรื่องของความกังวลใจในการรับประทานอาหารที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น ซึ่งดังนี้กล่าวไปแล้วว่า ก่อนที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่นเองก็มีกลไกในการตรวจสอบมาตรฐานก่อนอยู่แล้ว และประเทศไทยเองก็มีมาตรฐานในการตรวจอาหารที่ปนเปื้อนมาสารกัมมันตรังสี หากมีการปนเปื้อนเราสามารถส่งกลับได้ทันที  อีกทั้งการรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีครั้งนี้เพิ่มความเสี่ยงในการรับประทานอาหารทะเลที่มาจากญี่ปุ่นเพียงเล็กน้อย แต่การเลือกที่จะรับหรือไม่รับความเสี่ยงนี้คงขึ้นอยู่กับความเห็นส่วนบุคคล
           ดร.สมพร กล่าวในตอนท้ายว่า ขอให้เชื่อว่าประเทศไทยในมาตรการการตรวจสอบอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว ฉะนั้นอาหารปนเปื้อนจะไม่หลุดรอดออกมาวางจำหน่ายได้อย่างแน่นอน หากผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นมีความวิตกกังวลเรื่องการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีในอาหาร สามารถติดต่อขอรับบริการตรวจวัดปริมาณรังสีและการปนเปื้อนฯได้ที่ศูนย์บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทร. 02 401 9889 ทุกวันในเวลาราชการ

 



ผู้ประสานงาน   ปณิธา รื่นบรรเทิง
โทร. 084 438 0515
www.tint.or.th

 

 
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป